“อาจารย์เดือนเมฆ” จากนวนิยายมุ่งเน้นเรื่องอิโรติกและการผิดศีลธรรม

สู่นวนิยายที่เปรียบชีวิตดั่งโศกนาฏกรรมสะท้อนปัญหาด้านศีลธรรมของสังคม

 

ชนิดาภา สุนนท์

 

 

          หากคุณเปรียบชีวิตของตนเองเป็นดั่งหนังสือเล่มหนึ่ง คุณจะเปรียบตัวคุณเองเป็นหนังสือชื่อว่าอะไร แน่นอนล่ะว่า ทั้งชีวิตของคนเราอาจไม่ได้มีหนังสือเพียงเล่มเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแห่งความสุข หนังสือแห่งความพยายามเพื่อที่จะประสบสำเร็จ หนังสือแห่งความเจ็บปวด หนังสือชีวิตแสนสนุก หนังสือของดิฉันเองคงเป็นหนังสือแห่งการผจญภัยที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งชีวิตของคุณและดิฉันอาจจะมีหลากหลายเหตุการณ์ที่ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ผจญภัย สนุกสนาน ปะปนกันไป แต่มีหนึ่งตัวละครในนวนิยายเรื่องหนึ่งที่ฉันรู้จัก ที่ทั้งชีวิตของตัวละครตัวนี้รู้จักหนังสือเพียงสองเล่มเท่านั้น คือ ความสิ้นหวัง กับ ความบิดเบี้ยว นั่นก็คือตัวละคร “อาทิตย์” จากนวนิยายเรื่อง “อาจารย์เดือนเมฆ”

          มีนวนิยายหลากหลายรูปแบบ และมีหนึ่งแบบที่น่าสนใจ คือ นวนิยายรูปแบบแชท ที่หลัก ๆ จะเน้นนิยายแบบที่ไม่มีคำบรรยาย มีแชทของตัวละครเด้งขึ้นมาให้เราได้อ่านและจินตนาการเอาเองว่ากำลังเกิดเรื่องอะไรขึ้น ซึ่งเป็นนวนิยายรูปแบบหนึ่งที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ที่มีจินตนาการสูง ไม่มีเวลาในการทำอะไรมาก อ่านข้อความสั้น ๆ แล้วเข้าใจได้เลย ไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเหมือนกับผู้อ่านกำลังแชทหรืออยู่ในสถานการณ์ ในกลุ่มแชทของตัวละครด้วย จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก

          ปัจจุบันมีการเปิดกว้างในเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น จึงไม่ได้มีแค่นวนิยายของคู่รักชายกับหญิงเท่านั้น ยังมีคู่รักอื่น ๆ ที่มีเพศสภาพที่หลากหลาย ถ้าแบ่งประเภทของนวนิยายในปัจจุบันออกมาจะเป็น Yaoi ที่หมายถึงนวนิยายแนวชายรักชาย กับ Yuri ที่หมายถึงนวนิยายแนวหญิงรักหญิง ซึ่งมีที่มาจากศัพท์ของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีเรื่องของคู่จิ้นอีกด้วย คือการนำบุคคลสองคนที่มีท่าทางสนิทสนมกัน เช่น ใช้ของหมือนกัน อยู่วงดนตรีเดียวกัน เล่นหนังด้วยกัน มาจินตนาการว่าเป็นคู่รักกันจริง ๆ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แฟนคลับอาจจะนำมาแต่งเป็นนวนิยาย เพื่อสนองความต้องการของตนและกลุ่มคนที่มีรสนิยมความชื่นชอบเดียวกัน จะเรียกนวนิยายประเภทนี้่ว่า Fan Fiction

          “อาจารย์เดือนเมฆ” เขียนโดย คุณสีคิด เป็นนวนิยายแชท ประเภท Fan Fiction แนว Yaoi ที่เป็นคู่จิ้นระหว่าง คังแดเนียลกับองซองอู ศิลปินประเทศเกาหลี มีการนำคาแรคเตอร์มาปรับเปลี่ยน จากชื่อในนิยาย แต่รูปโปรไฟล์แชทในนิยายคือรูปของทั้งคู่ อีกทั้งยังมีการนำศิลปินอื่น ๆ ของประเทศเกาหลีมาเป็นตัวละครประกอบเพื่อให้เรื่องดูสนุกขึ้น ภายหลังผู้เขียนได้มีการจัดทำเป็น E-book และทำเป็นหนังสือเล่มอีกด้วย ในรูปแบบของหนังสือเล่มจะมีตอนพิเศษ  ไดอารี่บันทึกชีวิตประจำวันของอาทิตย์ เสริมเข้ามาให้เราได้เห็นมุมมองเพิ่มเติมของตัวละคร

          เนื้อเรื่องกล่าวถึงสังคมของเราที่มีแต่เรื่องผิดศีลธรรม มีแต่ความโหดร้าย ทารุณ ทั้งในครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัยและที่ทำงาน ทุกคนใช้ชีวิตแบบห่วงโซ่อาหาร ใครอยู่เหนือสุดของห่วงโซ่อาหารจะสามารถทำอย่างไรก็ได้ อยู่เหนือกฎหมายและอยู่เหนือคนอื่นๆ ส่วนใครอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารก็ต้องก้มหน้าก้มตากัดฟันทนทุกข์ทรมานต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดำเนินเรื่องโดยตัวละครหลัก 2 ตัว ชื่อว่า อาทิตย์ และ เดือนเมฆ โดยที่ทั้งสองตัวละครมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง เพราะเดือนเมฆเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัย และอาทิตย์เป็นลูกศิษย์ของเขาเอง

          ในตอนแรกผู้เขียนเขียนตั้งใจให้นวนิยายเป็นแนวอิโรติกโดยไม่ได้คำนึงถึงศีลธรรม แต่จริง ๆ แล้ว เนื้อหายังมีความซับซ้อนมากกว่าเรื่องของความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรมของอาจารย์กับลูกศิษย์ คือ อาทิตย์เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์โดยมีเบื้องหลังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลของประเทศ อาทิตย์ถูกขายโดยแม่แท้ ๆ ของตัวเองแต่อาทิตย์ไม่ทราบความจริงข้อนี้ คิดว่าแม่คือน้ามาโดยตลอด เพราะเขาคิดว่าตอนที่ประสบอุบัติเหตุในวัย 15 ปี ได้สูญเสียทั้งพ่อและแม่แล้ว อีกทั้งยังมีความผิดปกติทางสมอง เป็นโรคลืมใบหน้าจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น อาทิตย์จะมีอาการจำใบหน้าของใครไม่ได้เลย จะจำผู้คนจากการแต่งตัว เสียง น้ำหอม ลักษณะท่าทาง เป็นต้น โรคนี้จึงทำให้มีแต่คนเข้าหาเพื่อเอาผลประโยชน์จากอาทิตย์

          การนำอาทิตย์ไปค้าบริการจึงเป็นเรื่องที่ดีกับผู้ที่มีอิทธิพล มีชื่อเสียง ผู้ที่ต้องการปิดบังตัวตน เพราะถึงอย่างไรอาทิตย์ก็จำหน้าลูกค้าตัวเองไม่ได้ว่าเป็นใคร เดือนเมฆเองก็เป็นหนึ่งในนั้น บุคคลที่มีชื่อเสียง หน้าตาดี เรียนเก่ง มาจากตระกูลที่มีอิทธิพลในประเทศ และมีความต้องการทางเพศ จึงลองใช้บริการโดยใช้ชื่อปลอมว่า “คุณท้องฟ้า”  และไม่รู้ว่าอาทิตย์จะกลายมาเป็นลูกศิษย์ในอนาคต แต่เมื่อรู้ก็ไม่ได้คิดจะหยุดความสัมพันธ์ดังกล่าว กลับโดนราคะครอบงำ ยิ่งได้ใจว่าอาทิตย์จำหน้าคนไม่ได้ก็คิดว่าเป็นเรื่องสนุกที่จะเก็บความสัมพันธ์นี้ไว้สนองความต้องการของตัวเอง และยังสร้างตัวละครขึ้นมาสองตัวละคร คือ ตอนที่เป็นเสี่ยเลี้ยงอาทิตย์จะเป็นคุณท้องฟ้าที่แสนอบอุ่น ตอนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยจะเป็นอาจารย์เดือนเมฆที่เคร่งขรึมคอยปกป้อง แต่นานวันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อตัวเดือนเมฆเองได้ถลำลึกมีใจให้และยังล่วงรู้ความลับ เหตุผลที่อาทิตย์มาทำอาชีพขายบริการ เขาจึงต้องพยายามปกป้อง พาอาทิตย์ออกมาจากนรกขุมนั้นให้ได้

          อาจารย์ กับ ลูกศิษย์สถานะที่ไม่สามารถเป็นไปได้ในความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเพราะด้วยหลักของจรรยาบรรณทางอาชีพของคุณครู หลักของศีลธรรมในสังคม เคยมีตัวอย่างมากมายในหนังที่ทำให้เราเห็นว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เช่น เอี้ยก้วย กับ เซี่ยวเหล่งนึ่ง ในมังกรหยก 2 ที่เป็นอาจารย์กับลูกศิษย์แล้วมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน ผู้คนในสำนักต่างพากันต่อต้าน ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ในหนังมังกรหยก 2 ให้เหตุผลว่าการเป็นอาจารย์คือบุคคลที่มีพระคุณ มีการทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์ เปรียบอาจารย์เป็นดั่งพ่อหรือแม่ จะเอาอาจารย์เป็นเมียก็เท่ากับจะเอาแม่ตัวเองเป็นเมีย ยิ่งในปัจจุบันมีข่าวฉาวมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้  มีผู้ชายมากมายหลายคนที่มีรสนิยมให้คู่รักของตนแต่งคอสเพลย์เป็นอาชีพต่าง ๆ หรือแม้แต่ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา ขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้ามันไม่ใช่แค่เรื่องของชุดล่ะ แต่เป็นคนอาชีพจริง ๆ เป็นนักเรียน นักศึกษาจริง ๆ จะเป็นปัญหามากขนาดไหน ยิ่งในทางกฎหมายจะเป็นเรื่องของการพรากผู้เยาว์ ชักนำผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ นวนิยายเรื่องนี้ได้ตีแผ่เรื่องราวเหล่านี้ออกมาให้สังคมได้มองเห็นว่า ผลเสียของความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นอย่างไร ทั้งเรื่องของจรรยาบรรณ เรื่องของความไม่เหมาะสม ความไม่ถูกต้อง และเป็นปัญหาต่อสังคม

          เช่น อาจารย์เดือนเมฆถูกมองว่าลำเอียงในการสอน การให้คะแนน การเลือกผลงานไปจัดแสดงนิทรรศการ อาจารย์เดือนเมฆแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานไม่ออก ใครไม่ชอบอาทิตย์ก็จะบึ้งตึงใส่ อาทิตย์ถูกนินทา ถูกครหาจากสังคม ถูกกลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกาย ถ้าโดนจับได้ต้องโดนไล่ออกทั้งสองคน ซึ่งในสังคมของเราเคยเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริง ๆ สิ่งที่สำคัญของผู้เขียนไม่ได้เน้นเรื่องให้เกิดการทำตาม แต่ชี้ให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนำมาเป็นแบบอย่าง มีตัวละครของเพื่อนที่ชื่อ “กวิน” คอยเตือนในความสัมพันธ์ และเตือนให้เดือนเมฆหยุดหลอกอาทิตย์ เพราะอาจจะเกิดผลเสียร้ายแรงตามมา

          การหาผลประโยชน์จากผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติทางสมองที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า "โพรโซแพ็กโนเซีย" (Prosopagnosia) หรือ “โรคลืมใบหน้า” ซึ่งโรคนี้จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถจำแนกใบหน้าของผู้คนได้ แม้แต่ใบหน้าของตนเอง มักเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง พบเพียงแค่ 2% ของประชากรทั่วไป อาทิตย์ได้อธิบายอาการของตัวเองลงไดอารี่ว่า “เพิ่งมีแรงเขียนหนังสือได้ ขอให้ใครสักคนหยิบไดอารี่มาให้หน่อยจากที่บ้าน ที่บอกว่าใครสักคนก็เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร หน้าตาทุกคนเบลอ ๆ แล้วก็ดูคล้ายกันไปหมด พอหันมาอีกทีก็เหมือนไม่เคยเห็นทั้ง ๆ ที่ เมื่อกี้ก็เจอกันไปแล้ว”

          คุณลองนึกสภาพของตัวเองหากเป็นโรคนี้ คุณจะอยู่อย่างไร หากเป็นดิฉันคงกลัวการเข้าสังคม ไม่กล้าออกไปไหน ไม่กล้าทักทายใคร เก็บตัวเงียบ ๆ เพราะกลัวอันตราย กลัวทักคนผิด กลัวถูกหลอก กลัวมีปัญหาแล้วไม่สามารถไว้ใจใครให้มาช่วยได้ เพราะจำใบหน้าของใครไม่ได้เลย หรือถ้าเรามีญาติ พ่อ แม่ หรือคนที่ไว้ใจคอยดูแล พาไปไหนมาไหน แต่อาทิตย์ตัวละครหลักของเรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้น เขาสูญเสียครอบครัว ไร้ญาติ เหลือเพียงแค่น้องชายที่ต้องดูแล กับผู้ที่เป็นแม่แต่กลับหลอกว่าตัวเองตายไปแล้ว แล้วสร้างตัวละครใหม่ว่าเป็นน้า มาหลอกเอาผลประโยชน์จากตัวของอาทิตย์

          คุณลองนึกสภาพหากตัวเองเป็นอาทิตย์ ฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุก็แยกใบหน้าใครไม่ออก พ่อแม่ตาย มีน้าเดินมาบอกว่าจะมาดูแลเอง แต่กลับเป็นนายหน้าพาคุณไปขายบริการให้กับใครก็ไม่รู้ ไม่ได้สนใจกับคำร้องขอของคุณว่าไม่อยากทำ อีกทั้งเงินที่ได้มาคุณก็ได้รับเพียงแค่ใช่ชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น คุณคงจะอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่ ซึ่งอาทิตย์ก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แต่เขาทำไม่ได้เพราะมีน้องชายที่เป็นดั่งดวงใจมาเดิมพันชีวิตอยู่ อาทิตย์ได้บรรยายความเจ็บปวดนี้ไว้ว่า “เจ็บ แต่เขาบอกให้ทน” “อัสถามว่าที่ตัวทำไมมีแต่แผล ต้องตอบว่าล้ม ไม่งั้นน้องจะซวย” “ทิตย์ขอโทษ จะเป็นเด็กดี แต่ไม่ทำแล้วได้ไหม ไม่ไหวแล้ว” นวนิยายนี้ไม่ได้ประนีประนอมกับผู้อ่านเรื่องศีลธรรมเลย แต่กลับจะใส่ความโหดร้ายลงไป จะคอยเล่าว่าทุกคนล้วนต้องการผลประโยชน์อย่างไร ตอกย้ำถึงความโหดร้ายของโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้

          การค้ามนุษย์ กับ ประเด็นทางการเมือง ที่ผู้เขียนได้เขียนได้เขียนถึงเรื่องของผู้มีอิทธิพลในประเทศแทรกขึ้นมา ทำให้เราเห็นว่าผู้เขียนไม่ได้เขียนเพียงมองปัญหาแค่พื้นผิวเผิน แต่ผู้เขียนมองลึกเข้าไปยิ่งกว่ามองเห็นสังคมของเราจริง ๆ ว่ามันโหดร้ายมากกว่าในนวนิยายอีกร้อยหลายพันเท่า ประเทศของเรามีการค้ามนุษย์ที่เราเองก็ไม่รู้ว่าใครคือเบื้องลึกเบื้องหลัง ทำไมยังกำจัดไม่ได้ ดิฉันเคยทำงานกับองค์กร A21 เป็นองค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ ดิฉันได้เจอกับเคสตัวอย่าง และเหยื่อจริง ๆ ที่ถูกนำมาค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นหลอกพามาตัดแขนขาทำให้พิการ แล้วพาไปขายของ ไปเป็นขอทาน หลอกพาไปใช้แรงงานโรงงานอย่างหนัก หลอกไปค้าบริการ

          มีเหยื่อที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเล่าให้ดิฉันฟังว่ามีคนไปตะเวนหาผู้หญิงแถวต่างจังหวัด แถวชนบท เข้าไปหาแล้วบอกว่ามาหาคนไปทำงานเป็นแม่บ้าน ทำงานโรงงาน พาไปทำร้านอาหาร โดยอ้างว่าให้สวัสดิการดี ทำให้หลงเชื่อขึ้นรถมาด้วย แต่เขากลับพามาทำงานเป็นเด็กนั่งดริ้งค์ ตามผับตามบาร์ ร้าน   คาราโอเกะ บริการในอ่างอบนวด หรือแม้แต่ขายบริการ ทำกันแบบเปิดเผย แล้วใครล่ะที่อยู่เบื้องหลังของการค้ามนุษย์ ค้าบริการเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่เรามองเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจน แต่แทบไม่สามารถทำอะไรได้เลย

           ในนวนิยายเรื่องนี้ได้เขียนเสนอมุมมองที่น่าสนใจถึงเบื้องหลังเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในประเทศ หรือเป็นบุคคลที่มีเงินมากพอจะปิดเรื่องราวเอาไว้อย่างมิดชิด อีกทั้งยังทำเป็นกระบวนการ ทำให้ใครที่มีอำนาจไม่พอก็ไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ เปรียบเปรยได้ว่า ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารไม่มีทางสู้เหนือสุดของห่วงโซ่อาหารในสังคมทุนนิยมได้ และมีประเด็นที่น่าสนใจชวนคิดอีกประเด็น คือ ถ้าอาทิตย์ทำแบบเต็มใจไม่ได้เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แล้วอาทิตย์โดนลูกค้าทำร้ายร่างกาย อาทิตย์ควรทน หรือไปแจ้งตำรวจ แน่นอนอาทิตย์แจ้งตำรวจได้ แต่จะไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองสำหรับผู้ที่ทำอาชีพ Sex workers ทำให้เราเห็นช่องโหว่ด้านกฎหมายของอาชีพนี้ได้อย่างชัดเจน ผู้ที่ถูกค้ามนุษย์ด้านการบริการทางเพศจะเข้าถึงการช่วยเหลือได้ยาก ผู้ที่ทำอาชีพนี้อย่างสุจริตและเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็น Sex workers Sex creator จะไม่ได้รับความคุ้มครองในอาชีพ การทำให้อาชีพนี้ถูกกฎหมายกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างศีลธรรมที่ผู้คนยึดถือกับการปกป้องร่างกายและชีวิตของคนที่ประกอบอาชีพนี้

          “การได้บทว่าเป็นพระเอก ก็ไม่ได้แปลว่าที่ทำมันถูกนี่นา” คำพูดของผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ที่มีต่อตัวอาจารย์เดือนเมฆ ทำให้เข้าใจความเป็นไปของเรื่องมากขึ้น ว่าทำไมการดำเนินเรื่องถึงมีแต่อุปสรรค ปัญหา และไม่ได้ราบรื่นดั่งใจ เพราะความสัมพันธ์ของพระเอกกับนายเอกไม่ได้เริ่มต้นอย่างถูกต้อง ไม่ได้เริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็น และพระเอกของเราไม่ได้สนใจในชื่อความสัมพันธ์อาจารย์กับลูกศิษย์ สนใจเพียงแต่ความสนุกที่ได้ทำ ได้หาผลประโยชน์จากตัวนายเอกอีกคน สังคมจึงทำร้ายคนทั้งคู่มากกว่าเดิม               

          เมื่ออาจารย์เดือนเมฆหรือพระเอกของเรื่องต้องการจะให้ความรักของตนกับอาทิตย์เป็นไปได้ หลุดจากคำว่าอาจารย์กับลูกศิษย์ ผู้ซื้อกับผู้ขาย ระบบศีลธรรมในตัวพระเอกจึงเริ่มทำงานให้ทุกอย่างถูกต้อง จึงต้องต่อสู้อะไรมากมายแม้แต่กับตัวเอง อาทิตย์ผ่านช่วงชีวิตที่ทุกข์ทรมานมาได้ โดยยิ้มรับกับวันใหม่ทิ้งอดีตไป เพราะอาจารย์เดือนเมฆหรือคุณท้องฟ้าเดินเข้ามาโอบกอด แต่ภาระความหนักใจ ความทุกข์ทรมานในอดีตที่ควรจะต้องแก้ไขของอาทิตย์จะตกมาอยู่ที่เดือนเมฆ ซึ่งเดือนเมฆในฐานะตัวละครหนึ่งที่เป็นมนุษย์ ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้ถูกต้องทุกอย่าง ทำผิดพลาดไปแล้วในการเลือกก้าวเข้าไปในความสัมพันธ์นี้เองก็ต้องรับผิดชอบแก้ไขเรื่องทั้งหมด ถึงแม้ว่าตัวละครของตัวเองจะเป็น “พระเอก” ก็ตาม ซึ่งเรื่องจริงสังคมเราเองก็ไม่สามารถ Romanticize กับการหลอกลวงของอาจารย์เดือนเมฆได้ ดิฉันคิดว่าหากเป็นตัวคุณเอง หากถูกหลอกก็คงคิดเห็นเช่นเดียวกัน

          ดังนั้นเมื่ออาทิตย์รู้ว่าอาจารย์เดือนเมฆกับคุณท้องฟ้าคือคนเดียวกัน หลอกเพื่อสนุกกับการได้แกล้งได้ซื้อบริการทางเพศ มันจึงกลายเป็น “หนังสือแห่งความสิ้นหวัง” ที่อาทิตย์คิดว่าได้อ่านมันจบไปแล้ว แต่ความจริงเขากำลังอ่านมันอยู่ตลอด และไม่มีทีท่าว่าจะจบลง

           “หนังสือที่ชื่อความสิ้นหวัง เขายังอ่านไม่จบ หนังสือที่ชื่อความสุข เขาได้ทำหายไป หนังสือทุกเล่มของอาทิตย์ กำลังมาถึงหน้าสุดท้าย” คำโปรยของบทเกือบจะสุดท้ายเน้นย้ำให้เรารู้ว่านวนิยายเรื่องนี้กำลังจะจบลง เรากำลังจะได้บทสรุปของชีวิตอาทิตย์ และถ้าเราอ่านมาจนถึงตอนนี้เราจะรับรู้ได้ว่าสังคมของเรามีความบิดเบี้ยว เพราะความเป็นมนุษย์ของทุกคนนั่นเอง คำโปรยนี้อาทิตย์ต้องการที่จะบอกทุกคนว่า ไม่ว่าทุกคนจะมีหนังสือเป็นหมื่นเป็นพันเล่มในชีวิต แต่ทุกเล่มจะไม่มีวันจบ หากชีวิตเรายังดำเนินอยู่ ทุกเล่มจะยังคงดำเนินต่อไป แบบที่เราไม่รู้ตัว ความสิ้นหวังซึ่งเราคิดว่ามันกำลังจะจบแต่มันจะกลับมาอีก ให้เราได้อ่าน ความสุขที่เราคิดว่ามันกำลังดำเนินต่อไป แต่จู่ ๆ กลับจางหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

          และเมื่อชีวิตเราถึงจุดสุดท้าย จุดที่เราจะไม่มีชีวิตให้ได้อ่านหนังสือ ให้เปรียบเป็นหนังสือเล่มต่าง ๆ แล้ว ทุกเล่มที่เราสร้างมามันจะกลายเป็นหน้าสุดท้าย ทั้งความสุข ความทุกข์ ความสิ้นหวัง ความสนุก ทุกอย่างจะจบลง ณ ตรงนั้น มนุษย์เราไม่รู้เลยว่าทุกอย่างนั้นไม่แน่นอน มักจะไม่ได้เตรียมใจ และเมื่อถึงเวลาที่หนังสือบางเล่มที่เราไม่อยากให้มีอยู่ เราจะพยายามหาทางแก้ไขมัน ฉีกกระดาษทิ้งลงถังขยะเหมือนกับอาทิตย์และเดือนเมฆที่เริ่มต้นขึ้นมาเป็นหนังสือชื่อว่า ความใคร่ที่ผิดศีลธรรม แต่ผลสุดท้ายทั้งคู่พยายามเปลี่ยนให้มันเป็นหนังสือชื่อว่าความรักที่ถูกต้อง และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมอาทิตย์จึงมี “หนังสือที่ชื่อความบิดเบี้ยว” เป็นบทหนึ่งในนวนิยายให้ทุกคนได้อ่าน

          ดิฉันบอกทุกคนว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิยายแนวอิโรติกผิดศีลธรรมของอาจารย์กับลูกศิษย์  ความน่าสงสารของอาทิตย์ หรือความตลกของตัวละครอื่น ๆ ที่มาสร้างสีสัน หรือคู่จิ้นกันเพื่อให้คนอ่านรู้สึกเขิน หรือภาษาวัยรุ่นที่เรียกว่าฟิน แต่นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่สะท้อนสังคม สะท้อนความเป็นมนุษย์ ความถูกต้องที่ควรจะเป็นแฝงอยู่ให้ผู้คนได้สะเทือนใจกับมัน ชีวิตคน ๆ หนึ่ง  เราไม่สามารถทำตามใจที่เราปรารถนาได้ทุกอย่าง แม้จะมีเงิน มีอำนาจ ดิฉันกล้าการันตีได้เลยว่าหากทุกคนได้อ่านจะได้ “บางสิ่ง”กลับมาแน่นอน อย่างที่ดิฉันได้เรียนรู้และนำมาเขียนถ่ายทอดให้ทุกคนได้อ่าน จากนวนิยายเรื่อง “อาจารย์เดือนเมฆ”

เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 75,937