เหล่าสตรีในตระกูลคนเฆี่ยนเสือ
ผู้อยู่ระหว่างความขัดแย้งทางการเมือง
เบญจพร สนสี

นวนิยายเรื่อง “เดฟั่น เรื่องเล่าของตระกูลคนเฆี่ยนเสือจากไทรบุรี” นำผู้อ่านสู่เรื่องเล่าในอีกแง่มุมประวัติศาสตร์กระแสรองของภาคใต้ ผลงานของ “ศิริวร แก้วกาญจน์” ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีพุทธศักราช 2564 จากฝีมือที่เชียวชาญในการถ่ายทอดเรื่องเล่าหลากหลายรูปแบบของผู้เขียน ชื่อชั้นของศิริวรจึงปรากฎในรอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์แทบทุกปีกวีนิพนธ์ “ฝันของฝูงกระต่าย” (รอบสุดท้าย รางวัลซีไรต์ 2562), กวีนิพนธ์ “ประเทศในเขาวงกต...” (2565) รวมเรื่องสั้น “ท่านกับตัน...” (2566) ซึ่งเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้เขียน คือสร้างสรรค์ผลงานออกมาในรูปแบบ สัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) ที่มุ่งสะท้อนเรื่องราวทางสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ และความเป็นจริงของมนุษย์ ที่เลือกเล่าในรูปแบบเรื่องเหนือจริง แต่เล่าด้วยน้ำเสียงสมจริง หรือใช้การสถานการณ์ที่สร้างขึ้นมาให้คลุมเครือ แต่เหมือนเรื่องเหนือจริงนั้นจะเกิดขึ้นได้ตามปกติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องเล่ากระแสรอง มีเนื้อหาในบางตอนต่างไปจากเนื้อหาที่สื่อกระแสหลักเล่าและเชิดชู ดังจะเห็นได้จาก นวนิยาย เรื่อง “เดฟั่น เรื่องเล่าของตระกูลคนเฆี่ยนเสือจากไทรบุรี”
เดฟั่น เล่าถึงตระกูลคนเฆี่ยนเสือจากไทรบุรี (ปัจจุบันคือ รัฐเกอดะฮ์ ในประเทศมาเลเซีย) ที่อพยพโยกย้ายถิ่นฐานข้ามภูบรรทัด มายังนครศรีธรรมราชทางตอนใต้ เพื่อหนีการใช้อำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ ที่ขณะนั้นล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปู่ทวดผู้มีพลังอำนาจในการใช้เวทมนต์กับเสือ แสดงถึงภาวะผู้นำจึงมีผู้ติดตามมาตั้งถิ่นฐานยังหมู่บ้าน “ฝนแสนห่า” เนื้อเรื่องได้ตัดสลับฉากอดีตกับปัจจุบัน จากรุ่นปู่ทวดสู่รุ่น เดฟั่น ระหว่างการดำเนินเรื่องจะเล่าถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแทรกอยู่เป็นระลอก ๆ ของเหตุการณ์ ที่สำคัญเนื้อเรื่องกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในแต่ละยุคสมัยตามลำดับ โดยเทียบกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กระแสหลัก ระหว่างการดำรงค์อยู่และการต่อสู้ของตระกูลคนเฆี่ยนเสืออย่างเดฟั่น ต้องคอยรับแรงกระแทกจากฝั่งรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในทุกยุคทุกสมัย ทั้งอังกฤษและรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ เดฟั่นต้องสูญเสียครอบครัว ซึ่งเป็นบ่อเกิดบาดแผลในใจเหมือนกับเรื่องราวอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชาวฝนแสนห่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นที่ถูกลืมแต่สำหรับเดฟั่น ตัวแทนความเป็นมนุษย์ในยุคนั้น แม้จะสูญเสียความทรงจำแต่ยังคงชอกช้ำในใจ หรือแท้ที่จริงบางความโหดร้ายอาจถูกเลือกให้ลืมเลือน
เหล่าสตรีของตระกูลคนเฆี่ยนเสือ ในวงล้อมผู้ชายเป็นใหญ่
***(ญ. ...ตัวเลข...) แทนตัวละครหญิงในตระกูลคนเฆี่ยนเสือในแต่ละรุ่นชั่วอายุคน
ตระกูลคนเฆี่ยนเสือ 5 ชั่วอายุคน ที่เริ่มต้นด้วยเพศชายอย่างปู่ทวดเสือ และสิ้นสุดด้วยทายาทคนสุดท้ายอย่างเจ้าเสือน้อย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในภาคใต้ ระหว่างร่องรอยการต่อสู้ของประวัติศาสตร์กระแสหลัก และประวัติศาสตร์กระแสรอง บุรุษเพศในครอบครัวขัดแย้งกับรัฐส่วนกลางหรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่า ซึ่งในแต่ละยุคสมัย ข้าง ๆ กายพวกเขามักมีสตรีเพศร่วมชะตากรรมอยู่ด้วยเสมอ บทวิจารณ์นี้จึงต้องการนำเสนอตัวละครฝ่ายหญิงในเรื่อง ระหว่างการดำรงค์อยู่และการต่อสู้ของคนในตระกูลคนเฆี่ยนเสือ
ตัวละครหญิงในรุ่น ย่าทวด (ญ.1)
“เดฟั่นจำไม่ได้ ปู่ทวดของเขา ขี่เฆี่ยนเสือโคร่งตัวเท่าวัวทึกหนีพวกอังกฤษมาจากไทรบุรี พวกเขาไม่ได้หนีเพราะความกลัวเพียงแต่ไม่อยากอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกอังกฤษ...จากชุมชนเก่าแก่ในหุบเขาบูจังพวกเขามีกันทั้งหมด 32 คน.....คนหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันบนหลังม้าส่วนเด็ก ๆ นั่งมาบนหลังวัวพวกผู้หญิงและแมวยัดตัวเองลงข้างกองสัมภาระพะรุงพะรังในเกวียนเทียมวัว (น.15-16)”
ในช่วงต้นเรื่อง ภาพการอพยพของต้นตระกูลคนเฆี่ยนเสืออย่างปู่ทวดเสือ มีจุดที่น่าสังเกตถึงการให้ความสำคัญของตัวละครฝ่ายหญิง จากส่วนที่ขีดเส้นใต้ผู้เขียนบรรยายถึงกองคาราวาน ผู้หญิงมีค่าเทียบเท่ากับแมวที่ถูกยัดอยู่ในกองสัมภาระพะรุงพะรัง ทั้งที่ตัวละครชาย ตัวอื่น ๆ นั้นมีอิสระในการเดินทาง โดยนั่งอยู่สัตว์ที่นั่งอยู่บนสัตว์ที่เป็นพาหนะ คนหนุ่มขี่ม้า เด็กขี่วัว แต่ผู้หญิงกลับถูกจัดให้อยู่รวมกับแมว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาพการกดทับ ของตัวละครฝ่ายชายที่มีต่อตัวละครฝ่ายหญิง
“แม้จะอยู่ในช่วงวัยกลางคน แต่ปู่ทวดก็เริ่มปลีกตัวออกจากหมู่บ้าน....ช่วงแรก ๆ ทุกคนผลัดกันไปเยี่ยม ผลัดกันเอาข้าวปลาอาหารไปให้ แต่แล้ววันหนึ่งปู่ทวดบอกว่าหลังจากนี้ไม่ต้องเอาอาหารมาให้แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องมาเยี่ยม...ได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างร้องห่มร้องไห้โดยเฉพาะย่าทวด “พวกเราจะอยู่กันยังไง”ย่าทวดถาม” (น.130)
บทบาทความเป็นผู้หญิง ในตัวละครย่าทวด ผู้เขียนไม่ได้วางตัวละครให้เด่นมากนัก แต่ยังสอดแทรกบทบาทความเป็นเมียร่วมด้วยให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดยิ่งขึ้น แม้ปู่ทวด สามีของเธอ ขอออกไปใช้ชีวิตคนเดียวแบบสมรรถะ ตอนนั้นช่วงชีวิตของปู่อยู่ช่วงวัยกลางคน ด้วยความเป็นเมีย นิสัยของผู้หญิงต้องการคนดูแลความเอาใจใส่จากผู้ชาย ต้องการความรักจากคนรักอยู่เคียงข้าง อยากให้ผัวอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนผัวเมียคู่อื่น ๆ อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ปู่ทวดที่มีนิสัยรักการเดินทาง ชินชากับความโดดเดี่ยว จึงตัดสินใจอยู่คนเดียว ทิ้งเมียทิ้งครอบครัว ความน่าสงสารของผู้หญิงอย่างย่าทวด ที่ถูกกระทำจากปู่ทวด คือถูกทิ้งให้อยู่กับลูก โดยไม่นึกสงสารเมียของตนเอง แต่เมื่อย่าทวดอยู่ในอำนาจการดูแลของผู้ชาย เธอต้องรับฟังและปล่อยผัวตัวเองออกไป แม้ตัวเธอเองก็เสียใจที่ตัวเองนั้นไม่ได้อยู่ใช้ชีวิตกับผัวในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต ผู้เขียนสื่อให้เห็นถึงภาวะชายเป็นใหญ่ตั้งแต่รุ่นปู่ทวด ย่าทวด ลำดับสู่รุ่นลูกหลานจากเหตุการณ์ต่อไป
ตัวละครหญิงในรุ่น ย่า (ญ.2)
“พ่อถือกำเนิดในช่วงเวลานั้น แต่ไม่มีใครคิดว่าย่าจะคืนลมหายใจให้ฝนแสนห่า (น.133) ... หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ปู่สุกะข้ามช่องเขานกยูงรำแพนไปสร้างครอบครัวใหม่อยู่ที่สตูล แต่ก็ยังข้ามภูเขากลับไปกลับมา” (น.143)
ตัวละครฝ่ายชายมีอิสระในการสร้างครอบครัวใหม่ในถิ่นฐานใหม่ แต่กลับกันตัวละครฝ่ายหญิงอย่างย่าที่ถูกพรากพาตัวมาจากบ้านและครอบครัว และมอบทั้งชีวิตให้ตระกูลคนเฆี่ยนเสือ แต่อิสระของตัวละครฝ่ายหญิงกลับเป็นความตายและไม่ได้ถูกพูดถึงอีกต่อไป
ตัวละครหญิงในรุ่น แม่มาลี (ญ.3)
“คราวหนึ่ง คนทั้งสองข้ามทะเลสาบฝ่าฝูงจระเข้ไปขโมยวัวของชาวบ้าน...กระทั่งเพื่อนเกลอไปตกหลุมรักสาวสวยคนเดียวกัน...ครั้นตกลงกันไม่ได้ เกมการชี้วัดตัดสินอันบ้าระห่ำที่เพื่อนเกลอทั้งสองคิดค้นขึ้นจึงเริ่มต้น ใครจับเสือมือเปล่าลงมาจากป่าภูบรรทัดได้คนนั้นคือเจ้าบ่าว นั้นคือบทสุดท้ายความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง” (น.161)
ปัญหาที่ทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ คือความขัดแย้งระหว่าง อันดา กับ สมิง ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สองเพื่อนเกลอยอมเสียสละให้กันได้ทุกอย่าง แต่ต้องแตกหักเพียงเพราะผู้หญิง การนำเสนอภาพลักษณ์ในตัวละครหญิง มีบทบาทที่เด่นชัดไม่แพ้ตัวละครชาย เพราะผู้หญิงทำให้ทั้งสองคนยอมแตกหักกันนั่นคือ แม่มาลี แม่ของเดฟั่น แต่ก็ไม่ใช่เพราะแม่มาลีโดยตรง เขาทั้งคู่แค่เพียงใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้ เป็นเพราะความอยากเอาชนะและความเป็นใหญ่ของผู้ชายทั้งสองคน เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกัน แต่ไม่ได้ถามความสมัครใจของฝ่ายหญิงว่าคิดอย่างไรกับฝ่ายชาย ผู้หญิงกลายเป็นของรางวัลจากเกมการแข่งขัน จุดประสงค์หลักของการแข่งขันเพียงต้องการแสดงความสามารถข่มอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวละครอันดา รู้ว่าตนต้องชนะแน่เพราะเขาเป็นกลุ่มตระกูลคนเฆี่ยนเสือ ย่อมรู้วิธีจัดการกับเสือมือเปล่าเป็นอย่างดี ส่วนสมิงนั้นแม้จะเป็นพรานที่เก่งเรื่องการจับสัตว์อย่างจระเข้ แต่ก็ไม่อาจรู้วิธีจับสัตว์อย่างเสือได้ เมื่อสมิงแพ้เสียดวตา และต้องหนีอายออกจากฝนแสนห่า ทั้งเจ็บตัวและเจ็บใจ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งความขัดแย้งระหว่างผู้ชายทั้งสองคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตระกูลคนเฆี่ยนเสือและฝนแสนห่าถูกทำลาย อาจกล่าวได้ว่า ผู้เขียนพยายามยัดเยียด ให้สตรีเพศอย่างแม่มาลีเป็นต้นเหตุการสิ้นสูญของตระกูลคนเฆี่ยนเสือในอนาคต จากความแค้นของสมิงที่มีต่ออันดาในครั้งนี้
ตัวละครหญิงในรุ่นลูกหลาน กัญชญา (ญ.4) , สุคนธา (ญ.5)
““ฉันเป็นปู่ทวดได้ไหม” น้องสาวเดฟั่นถาม ทุกคนหัวเราะ “เธอเป็นผู้หญิง ต้องเป็นย่าทวดสิ” เด็กคนหนึ่งเสนอ...แต่ในที่สุดเดฟั่นก็ให้น้องสาวเล่นเป็นย่าทวดเดินตามหลังปู่ทวดและเจ้าเสือโคร่งอยู่ในขบวนอพยพ (น.23-24)
ผู้หญิงถูกกดทับ ไม่มีสิทธิ์ข้ามเพศ แม้จะเป็นตัวบทการแสดงเล่น ๆ ก็ตามบทบาทความเป็นใหญ่ตกอยู่ในสถานภาพของเพศชาย สะท้อนจากภาพที่ผู้หญิงต้องเดินตามหลังของเพศชายอยู่เสมอ นัยสำคัญอีกความหมายหนึ่งคือ ผู้หญิงไม่สามารถเป็นผู้นำได้และต้องอยู่ในความควบคุมของผู้ชาย ท่านนิยมนี้ถูกถ่ายทอดในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งถึงรุ่นของเดฟั่นและกัญชญา กัญชญาเป็นภาพแทนผู้หญิงที่มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าคิด ทั้งยังกล้าแสดงความคิดเห็นออกมา แต่สุดท้ายสังคมชายเป็นใหญ่ทำให้เธอต้องยอมเดินตามพี่ชายของตัวเอง เพียงเพราะสังคมเด็ก ๆ รอบข้างมองว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง
“เช้าวันหนึ่งในฤดูฝน รถยนต์คันหนึ่งข้ามสะพานเข้ามายังฝนแสนห่า...ชายหนุ่มคนหนึ่ง ไก่ชนตัวหนึ่ง และหญิงสาวคนหนึ่ง... “เลือกไก่ชนตัวที่ดีที่สุดของคุณมาตัวหนึ่ง” ชายคนนั้นปรับเปลี่ยนคำพูด “หากไก่ของเราแพ้...เธอคือเดิมพัน”” (น.105-106)
สุคนธาหญิงสาวที่ตกเป็นเครื่องมือของร้อยเอกสำราญที่ปลอมตัวเป็นชายหนุ่มช่างพูดคุย เธอยอมเสี่ยงชีวิตมาอยู่กับเดฟั่นเพราะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนรักที่คอยเข้ามาสืบความเคลื่อนไหวชาวฝนแสนห่า แม้จะต้องแลกมาด้วยร่างกายและจิตใจ บทสนทนาข้างต้นสะท้อนว่าผู้ชายที่แสดงอำนาจเหนือผู้หญิง สื่อให้เห็นถึงคุณค่าของผู้หญิงที่ยอมผู้ชายได้ทุกอย่าง โดยที่ไม่สอบถามความรู้สึกของสุคนธา ว่าเธอยินยอมหรือไม่ แต่ต้องจำยอมตามสถานการณ์ในขณะนั้น เธอยอมลดคุณค่าของตัวเอง เพื่อให้ชายผู้เป็นที่รักชื่นชอบ และประทับใจ แต่แลกกับความขมขื่นที่ต้องอยู่กับเดฟั่นแม้ตัวเธอจะไม่เคยรักก็ตาม
“สมานลูกชายของกำนันสมิงตกหลุมรักกัญชญาลูกสาวของอันดา กัญชญาตกหลุมรักร้อยเอกสำราญในฐานะช่างตัดผม ช่างตัดผมเป็นคนรักของของสุคนธา เพียงแต่เขาต้องตีสนิทและแกล้งแสดงออกว่าสนใจในตัวกัญชญาเพื่อหลอกล่อเธอให้สมาน “พากัญชญามาให้ผมแล้ว” หนุ่มสนามพูด แล้วผมจะบอกความลับสำคัญของพ่อให้คุณ” (น.201-202)
จากข้อความข้างต้น ผู้หญิงที่ถูกกระทำ คือกัญชญา และสุคนธา ไม่มีใครสังเกตถึงการหายตัวไปของเธอแม้กระทั่งคนในครอบครัว การให้ความสำคัญกับลูกที่เป็นผู้หญิงยังไม่เท่าผู้ชายในยุคสมัยนั้น เมื่อผู้ชายทั้งสองต้องการครอบครองสิ่งที่ตนเองปรารถนา จึงต้องเล่นกับหัวใจของหญิงสาวผู้ไร้เดียงสา สะท้อนถึงชายเป็นใหญ่อยากได้อะไรต้องได้ คิดจะทำอะไรกับฝ่ายหญิงโดยไม่ถามไถ่ความสมัครใจ มองผู้หญิงเป็นแค่สิ่งของ อยากโย้กย้ายไปให้ใครก็ย่อมได้ ซึ่งในอดีตผู้หญิงมักถูกข่มเหงจากผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ เห็นเพศแม่เป็นสิ่งของใช้เพื่อแลกกับข้อมูลความลับเพียงเท่านั้น ความเจ็บช้ำของหญิงสาวเมื่อถูกคนรักหลอก ย่อมมีบาดแผลที่เย็บติดสมานกันอีกไม่ได้ แต่ความน่าสงสารของกัญชญายังไม่จบเพียงเท่านี้
“กลุ่มศพเริ่มเลื่อนไหลไปกับน้ำ ระหว่างนั้นเดฟั่นเห็นร่องสีขาวขุ่นแทรกตัวเป็นสายธารเล็ก ๆ อยู่ระหว่างศพ... “แม่” เดฟั่นตะโกน “กัญชญาอยู่นี้” แม่ยื่นไก่สีรุ้งคืนเจ้าของโถมกายกอดร่างร้างชีวิตของลูกสาว ก่อนดึงร่างตัวเองออกจากใบหน้าเหน็บไว้กับหลังหู ทำเหมือนตอนที่กัญชญายังเป็นเด็กน้อย ๆ” (น.210-211)
ข้อความนี้สนับสนุนข้อความข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงความน่าสลดหดหู่และความโศกเศร้า ของผู้หญิงอย่างกัญชญา เธอถูกฆ่าทิ้งเป็นผีไร้ญาติ เพียงแค่เขาถูกนำตัวไปให้หนุ่มสมานลูกชายของสมิง ที่ไม่ถูกกับอันดาพ่อของกัญชญา หลายต่อหลายครั้งที่ผู้หญิงถูกย่ำยีด้วยน้ำมือของผู้ชาย การตายของเธอยิ่งตอกย้ำค่านิยมความเป็นหญิงที่ตกเป็นเยื่อของผู้ชายอย่างกำนันสมิง ทำร้ายแม้กระทั้งเด็ก สื่อถึงลักษณะนิสัยของชายผู้บ้าอำนาจไม่มีความปรานีต่อสตรี แม่มาลี สัญชาตญาณความเป็นแม่เมื่อเห็นลูกกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ เธอทำได้เพียงโอบกอดลูกไว้ในอ้อมแขน ความเจ็บปวดรวดร้าวติดอยู่ในความทรงจำของเดฟั่นตลอดมา ไม่มีใครปกป้องผู้หญิงได้เลยแม้กระทั้งครอบครัวของตนเอง
““ไอ้ตาเดียวจอมขี้ขลาดตาขาว ฉันไปพูดกับมันเอง” “รอให้พวกผู้ชายเขาจัดการกันเองเถอะ” พ่อพูด “อันดาเธอลืมไปแล้วหรือไง ว่าฉันคือหลานสาวของจันทร์แสง นักรบบนหลังม้าขาว”...เดฟั่นจำไม่ได้ เช้าวันหนึ่งทหารพร้อมอาวุธสงครามบุกเข้ามาค้นบ้าน ตอนนั้นพ่อไม่อยู่... “พวกคุณไม่มีสิทธิ์ยึดข้าวของของชาวบ้าน” แม่มาลีว่า “นี่ไม่ใช่ข้าวของ” ทหารคนหนึ่งว่า “มันคืออาวุธ””(น191-193)
หากผู้อ่านได้สังเกตบทบาท ของแม่มาลี จะเห็นได้ถึงพลังของผู้หญิงที่มีนิสัยไม่ยอมคน เก่งกล้าไม่แพ้ผู้ชาย เธอยอมปกป้องคนที่รัก ไม่ว่าลูกหรือสามี เป็นตัวละครที่กล้าต่อกรกับพรรคพวกของทหาร ต่อต้านอำนาจเหนือหัวโดยไม่สนใจว่าเธอจะถูกทำร้ายเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นหรือไม่ จากข้อความสื่อให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ชายที่มีวิชาอาคม มีวิชาความรู้เอาตัวรอดเก่งอย่างอันดา ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความกลัว มีเพียงแม่มาลีเท่านั้นที่ต้องการสู้และประจันหน้ากับอำนาจนิยม ซึ่งสะท้อนความเป็นหญิงในบทบาทการทำหน้าที่แม่ และหน้าที่เมียเชื่อฟังสามี แม้เสียงของเธออยากให้ทุกคนต่อสู้ แต่เสียงของผัวย่อมดังกว่าเสมอ
“ลูกควรหนีไปจากที่นี่”... นั่นควรเป็นแม่ไม่ใช่ผม” “ลูกยังมีเจ้าเสือที่ต้องดูแล”...ระหว่างเสี้ยงวินาทีของความเงียบแม่มาลีทิ้งร่างจากปากหลุม สมิงตาเดียวโผพุ่งผลักร่างแม่มาลี เสียงปืนระเบิดขึ้นหนึ่งนัด เสียงM.16 ชุดหนึ่งคำรามประสาน ผู้หญิงคนหนึ่งหวีดร้อง... พร้อมเสียงแผดร้องของเด็กชาย” (น.262)
ผู้เขียนยังคงเน้นย้ำความเสียสละของตัวละครฝ่ายหญิงอย่างแม่มาลีอยู่เรื่อย ๆ จนถึงช่วงสุดท้ายของตัวละคร ก่อนตายแม่มาลียอมเสียสละให้ลูกได้อยู่รอดกับหลาน เธอไล่เดฟั่นให้หนีไปเพื่อความอยู่รอดของลูก การทำหน้าที่แม่เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ในขณะที่หลายต่อหลายคน หลบหนีความกลัว มีเพียงผู้เป็นแม่ที่อดทนต่อสู้เพื่อครอบครัวของตัวเอง ต่อสู้กับปัญหาที่เธอไม่ได้ก่อขึ้นมา ปัญหาที่เกิดจากความบาดหมางระหว่างผู้ชายทั้งสองคนในอดีต เพียงเพราะแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ทำให้เหล่าผู้หญิงอย่าง สุคนธา กัญชญา แม่มาลี ได้รับผลกระทบไปด้วย
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบเกี่ยวกับสตรีเพศของตระกูลคนเฆี่ยนเสือ จะเห็นว่าเหล่าตัวละครฝ่ายหญิงมีหลายบทบาทหลายหน้าที่ในครอบครัว ช่วยส่งเสริมเมื่อตระกูลรุ่งเรือง และหลายต่อหลายครั้งต้องทำหน้าที่แทนเพศชายในครอบครัวเมื่อต้องประสบเคราะห์กรรม แต่ตัวละครฝ่ายหญิงกลับถูกกดทับด้วยอำนาจความเป็นชาย สังเกตจากหลาย ๆ ตัวละครหญิงถูกนำเข้ามาสู่ตระกูลคนเฆี่ยนเสือ เพื่อทำหน้าที่เมียและแม่ ทำให้หลายครั้งเหล่าสตรีคนเฆี่ยนเสือดูจางหายไปจากเนื้อเรื่อง ถูกเมินเฉย บางครั้งถูกเปรียบเป็นเหมือนสิ่งของ ถูกหลอกใช้เพื่อผลประโยชน์ และสุดท้ายตัวละครหญิงเหล่านี้ต่างพบกับชะตากรรมที่น่าอนาถ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของเนื้อเรื่อง เมื่อพินิจพิเคราะห์ในมุมมองของผู้อ่านที่ใส่ใจรายละเอียดของตัวละครฝ่ายหญิง จึงเกิดการมองในรูปแบบสตรีนิยม ที่สนใจความเป็นไปของเพศหญิงที่ถูกกดทับจากสังคมในเรื่องนั้น ๆ แม้ผู้เขียนอาจจะไม่ตั้งใจ แต่ภาพที่ตัวละครฝ่ายหญิงถูกกดทับกลับชัดเจนเกือบทุกสถานการณ์ หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจและมีคุณค่า การเลือกมองตัวบทในมุมมองใหม่ด้วยหลักสตรีนิยม ช่วยให้เกิดอรรถรสต่อผู้อ่านและเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงที่อยู่ระหว่างกลางของความขัดแย้งมากขึ้น