(ไม่ใช่)มนุษย์และความเป็นอื่น

วชิรวิทย์ สังขกุลมาลา

 

 

            นับแต่ประโยคแรกบนชื่อหนังสือของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท อย่าง “ไม่ใช่มนุษย์” ก็ชี้ชวนให้ผู้อ่านจินตนาการไปถึงสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ถูกบรรจุไว้ในสารานุกรมของความเป็นคน ไม่ว่าจะสิ่งมีชีวิตที่จัดจำแนกอยู่ในประเภทใกล้เคียงกัน เช่น สัตว์ พืช หรือฟังไจ กระทั่งสิ่งไม่มีชีวิตในหมวดหมู่ที่ไกลห่างออกไป อย่าง ข้าวของเครื่องใช้  หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และอื่นใดที่ไม่ใช่มนุษย์ดังนามของหนังสือ

            ขณะเดียวกัน “และตัวตนอื่น ๆ ” ที่ต่อเติมภายหลังมาจากคำว่ามนุษย์ กลับบิดผันภาพในหัวตั้งต้นที่ผู้พบเห็นได้จินตนาการไว้แต่แรกเริ่มดังกลไกของกระแสเวลาที่ยากจะทำความเข้าใจ เพราะหากลองพินิจพิจารณาต่อมาอีกสักเล็กน้อย ทุกสรรพสิ่งที่ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นสสาร ล้วนประกอบขึ้นจากนิยามของการมี “ตัวตน” ด้วยกันทั้งสิ้น ในแง่นี้แล้ว จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะประกอบร่างเรื่องราวขึ้นมาโดยละเลี่ยงกายภาพของสรรพสิ่งอย่างคำว่า “ตัวตน” ไปโดยสิ้นเชิง

            เมื่อถึงคราวนั้นเอง อิทธิฤทธิ์ของหนังสือก็ได้แผลงออกมาอย่างที่ผู้อ่านมิทันจะระวังตัวและระวังใจ สำคัญกว่านั้นคือไม่จำเป็นต้องกางหนังสือออกเลยสักหน้าเดียว เพราะว่าไปแล้ว “การจำแนกหมวดหมู่” ที่กล่าวมานี้ คือใจความสุดแสนจะสลักสำคัญของหนังสือ ซึ่งหากพินิจเพียงแค่กายภาพของตัวอักษร วลีอย่าง “การจำแนกหมวดหมู่” อาจจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับชื่อบนปกดัง “ไม่ใช่มนุษย์ และตัวตนอื่น ๆ ” เท่าใดนักแต่ขณะเดียวกัน ถ้าลองพิจารณาถลำไปไกลกว่านั้น ความไม่ข้องเกี่ยวทั้งมวลก่อนหน้านี้กลับเยื้องโยงด้วยกันทั้งสิ้น

            และนี่คือหนังสือที่วิพากษ์การจำแนกหมวดหมู่ ผ่านความหลากหลายของสรรพสิ่งที่แม้จะ “ไม่ใช่มนุษย์ และตัวตนอื่น ๆ ” แต่กลับมีเค้าโครงและกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

            เรื่องราวของผู้คนในเมือง ที่แรกเกิดออกมาเป็นเพศหญิง หากถึงเวลาหนึ่งก็จะกลายเป็นชาย

            ว่าด้วยเรื่องราวลำดับแรกอย่าง The Ordinary World Quasar ที่ถือเป็นการเปิดปฐมบทหนังสือด้วยคำโปรยที่ชาญฉลาดไม่น้อย จิดานันท์หยิบยกประเด็นน่าถกถึงอย่างความ “เควียร์” ว่าด้วยความลื่นไหลทางเพศมาโยนใส่ไว้ใจกลางหน้ากระดาษ นั่นคือหากไม่มีชายที่แท้จริง ไม่มีหญิงที่จริงแท้ ไม่มีแม้แต่ฐานันดรอันเกิดจากเพศกำเนิดที่แตกต่างกัน ในวันนี้ทุกคนยังเป็นหญิง แต่พรุ่งนี้บางคนอาจกลายเป็นชาย แล้วถึงเวลานั้น ในโลก  –––ควอซาร์ที่นั่น ผู้คนจะมีมุมมองเรื่องเพศเช่นใด และพวกเขาจะมองตัวตนของเขาอย่างไรบ้าง

            เรื่องเล่าผ่านคู่สามีภรรยาวัยย่างสามสิบที่ชีวิตรักเริ่มคลอนแคลน ทั้งคู่ยังคงมีร่างกายเป็นหญิง แต่คนหนึ่งมีจิตใจเป็นชาย ตามที่ขนบความรักต่างเพศด้วยทั่วไปควรจะเป็น หากแต่อาจผิดวิสัยของปิตาธิปไตยไปเล็กน้อย เพราะฝ่ายที่มีใจเป็นหญิงนั้น กลับกลายเป็นผู้มีรายได้ ทรัพย์สินเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือแม้แต่ส่วนสูง ที่เหนือกว่าฝ่ายชายทั้งสิ้น เสมือนว่าเธอต้องดำรงบทบาทเป็นช้างเท้าหน้าเสียเอง ดังนั้นความน้อยเนื้อต่ำใจจึงไม่ตกอยู่กับใด นอกเสียจากฝ่ายชายตลอดตั้งแต่ชีวิตรักเริ่มต้นมา ในห้วงที่ผ่านมานี้เขามักเสียใจกับตนเองมาโดยเสมอ เพราะเขาทำหน้าที่เป็น “สามี” ที่ไม่ดีพอ ขณะนั้นฝ่ายหญิงเองก็รู้ตัว และลำบากใจไม่แพ้กันที่ตนกลายเป็นหนึ่งในแผลเป็นที่บาดลึกลงไปบนจิตใจของอีกฝ่ายมาโดยตลอด แม้เธอจะไม่ได้ทำอะไร และทำอะไรไม่ได้ก็ตาม

            ปมปัญหาที่กล่าวมาค่อย ๆ ถูกพันทบกันทีละเล็กละน้อย หากเปรียบกับการถักโครเชต์ ก็เหมือนจากด้ายเส้นเล็ก กลายเป็นผ้าผืนใหญ่ ที่อาจจะแก้ปมยากมากขึ้น แข็งแรงขึ้น หรือซับซ้อนขึ้นตามลำดับความหนา

            เรื่องราวดำเนินมาถึงกาลเวลาที่ทั้งคู่ปิดตาไม่อยากจะยอมรับ มาถึงจุดพลิกผันชีวิตครั้นเลขสามมาเยือน หากแรกเริ่มเดิมทีปณิธานที่ทั้งคู่ได้ให้คำมั่นไว้ คือการมีบุตร ซึ่งล้วนเป็นไปไม่ได้หากปราศจากการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิ นั่นหมายความว่า เมื่อถึงอายุคนหนึ่งถึงจุดเปลี่ยนผันกลายเป็นชาย อีกคนต้องมีร่างกายเป็นหญิง หากว่าเหตุการณ์กลับตาลปัตร เพราะดันเป็นฝ่ายหญิงเสียเองที่มีร่างกายเป็นชายก่อนเสียได้ และหลังจากนี้คือบทพิสูจน์รักแท้ของคนทั้งคู่ ผ่านเพศสภาพที่ไม่สอดรับกับจิตใจของตน

            เมื่อมาถึงจุดนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าจิดานันท์ต้องการพาผู้อ่านไปสำรวจความเป็นชายและหญิงตามบรรทัดฐานของระบอบปิตาธิปไตยโดยแท้ อะไรที่ทำให้สังคมนิยามบุคคลหนึ่งว่าเป็นชาย(ที่)แท้ และอะไรทำให้บุคคลที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานความ “แมน” กลายเป็นชายไม่แท้เสียได้ ในเมื่อไม่มีความเป็นชายใดที่จริงแท้กว่าใคร มากไปกว่านั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวพาหวนคะนึงไปไกลถึงการมีอยู่ซึ่งตัวตนของ Transgender หรือบุคคลข้ามเพศ ทั้งเรื่องของเพศกำเนิดไม่สอดรับกับจิตใจของตน และความเจ็บปวดที่พวกเขาจำต้องเผชิญ

            เรื่องราวบทแรกดำเนินมาจบลงตรงนี้ แท้จริงนั้นทุกอย่างไม่ได้แก้ด้วยเวทมนตร์พิเศษหรืออื่นใด ขอเพียงแค่มี Empathy (ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น) ทั้งต่อตัวตนของตนเอง ต่ออัตลักษณ์ของคนอื่น ยอมรับในความเป็นไป ความหลากหลาย ทำความเข้าใจกับตัวตนร่วมโลก –––ควอซาร์ ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปรปัญหาที่พันกันยุ่งเหยิง ให้เป็นผ้าผืนหนึ่งที่ถักทอไปด้วยความรักของคนสองคนอย่างเข้าใจกันและกันได้

            หลังจากพ้นผ่านสมรภูมิความสัมพันธ์ และความหลายหลากทางเพศอันนับเป็นด่านแรกได้แล้ว นักอ่านทั้งหลายก็ถูกจิดานันท์พาเข้าสู่โลกแสนพิลึกพิลั่นที่เล่าด้วยน้ำเสียงโรแมนติกต่อไปโดยทันที โลกใบหนึ่งที่ว่าด้วยนักเดินทางข้ามเวลา ผู้เฝ้า ประเทศไทย โรคระบาด และความรัก ดังนามว่า Time Traveler Breakpoint at 2020

            เรื่องเล่าผ่านมุมมองของผู้เฝ้า ผู้เกิดมามีหน้าที่เสมือนถูกสาปให้ตายทั้งเป็น เพราะจำต้องเฝ้าสถานีลงจอดของนักข้ามเวลา กล่าวคือเธอจะต้องอยู่เฝ้าปีเดิม สถานที่เดิม ตราบจนชั่วจักรวาลดับสูญ ไม่สามารถออกไปไหนได้ เคราะห์ร้ายข้อแรกคือเธอต้องติดแหงกอยู่ในปี 2020 อันเป็นยุคโรคระบาด แต่ที่ทำให้ย่ำแย่ไปกว่านั้น เพราะประเทศที่เธอต้องเฝ้า คือประเทศไทย ที่มีรัฐบาลจากรัฐประหารมาปกครองประเทศอีกด้วย ด้วยเหตุนี้คงยากที่จะสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้เฝ้ากับปีอื่นใด เพราะคงไม่มีใครอยากมาอยู่สถานีที่เส็งเคร็งเช่นนี้หรอก

            เธอทำได้อย่างเดียวคือยอมรับที่จะใช้มัน เชยชมหนังสือที่ไม่เคยอ่าน ใช้ชีวิตซ้ำเดิมเรื่อยไป ตามตรงในตอนแรกมันก็ไม่ได้แห้งแล้งอะไรมากมาย เป็นชีวิตที่มีสุขด้วยซ้ำไป แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลก เพราะปีหนึ่งเธอดันพบพานกับความรักเข้าเสียได้ แท้จริงแล้วมันก็เบ่งบานอย่างที่ควรจะเป็นนั้นแล ทว่าตามคาด มันไม่มีวันผลิดอกออกผลเป็นแน่แท้ เพราะทุกสิ้นปีเธอต้องกลับมาเริ่มต้นปีเดิมใหม่ แม้ความรู้สึกจะคงเดิม แต่ผู้คนบนโลกนี้รวมถึงเขาก็คงจะลืมสิ้นไปหมดแล้ว กระนั้นแล้วทุกอย่างก็มิได้เลวร้ายเสมอไป ผู้เฝ้าในปีอื่น ๆ เริ่มเวทนากับความรักที่มิอาจสมหวัง จึงยอมให้เธอสลับปีให้ก้าวสู่ปีต่อไป ทีละปี ทีละปี เพื่อเฝ้าดูการผลิบานของความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขา จนแล้วจนรอด วันหนึ่งทุกอย่างก็ต้องถึงจุดจบ เขาตาย หมดเวลาแล้ว ถึงเวลาที่เธอต้องกลับจุดตั้งต้นของตนเองอีกครั้ง เหตุการณ์ทุกอย่างวนมาเหมือนเดิมอีกคราว เธอพบเขาที่ร้านหนังสือร้านเดิม เวลาเดิม แต่ขณะนี้ทุกอย่างกำลังดำเนินไปข้างหน้า ตัวเธอเองก็เช่นกัน

            หากมองมุมนี้ ถึงแม้ตอนจบมันจะดูขมขื่นในความเป็นสัจธรรมของมนุษย์เสียหน่อยก็ตาม กระนั้นเอง มันก็ชำระล้างเอามาก ๆ โดยเฉพาะกับการปลดแอกมนุษย์คนหนึ่งออกจากกรงขังแห่งกาลเวลา มาเผชิญกับ “อนาคต” ที่มิเคยประสบพบเจอ โดยปริยายแล้วบางทีอนาคตอันมืดมน อาจมิหมองหม่นเท่าอนาคตที่มองไม่เห็นด้วยตา นับเป็นเรื่องสั้นที่แสนจะชุ่มชื่นหัวใจ และพาเราตระหนักคิดถึงการก้าวออกจากปัจจุบันเดิม ๆ ไปสู่ความ “เควียร์” ที่ว่าด้วยอนาคตที่หาใครมาล่วงรู้ได้ แม้แต่นักข้ามเวลาเองก็ตาม

            ต่อมาที่เรื่องราวลำดับที่สาม หากให้กล่าวถึงโดยย่อราวสองบรรทัด นี่เป็นงานเขียนในรูปแบบบทรายการวิทยุ ที่ว่าด้วยสายตรงจากปัญญาประดิษฐ์บนรถไฟฟ้า มาเล่าถึงผู้หญิงที่ตนแอบชอบผ่านรายการรายการหนึ่ง และมองเธอมาแสนนานดังชื่อเรื่อง

            โดยคร่าวแล้ว นี่คือเรื่องราวที่ประกอบไปด้วยชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง ใช้รูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัววิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่สุดแสนจะทันสมัยอย่างการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์และการละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยรัฐ ด้วยน้ำเสียงขบขัน ตลกร้าย และย่อยง่าย หลังจากที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและตรึงใจในสองเรื่องแรก นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องของจิดานันท์ที่โผล่มาในหนังสืออย่างถูกเวลาและเทศะจริง ๆ

            เมื่อสิ้นสุดอารมณ์ที่ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะความผ่อนคลายปนเครียดในเรื่องแรก ความโรแมนติกปนซาบซึ้งในลำดับที่สอง และความขบขันปนตลกร้ายในเรื่องล่าสุด ก็มาสู่เรื่องราวลำดับที่สี่ผู้คั่นกลางหนังสือพอดีซึ่งเล่าด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าอาลัย อย่าง My 140 Characters Farewell กันเสียบ้าง

            สรุปแล้ว นี่คือเรื่องสั้นที่ว่าด้วยถ้อยรำพึงรำพันของตัวละครผู้สิ้นชีพ ว่าไปแล้วโครงเรื่องเทือกนี้และแนวคิดประมาณนี้ มักถูกนำมาใช้เป็นปัจฉิมบทของจดหมายอยู่เนืองนิตย์ เพื่ออาลัยแด่ตนเองผู้ลาจาก

            โดยไม่จำเป็นต้องขยายให้มากความ ก็สามารถเข้าใจได้ว่ามันคือการพาเราไปเพ่งมองคุณค่าของชีวิต อันอบอวลไปด้วยมวลความเศร้า แต่ก็ไม่ฟูมฟาย จิดานันท์เล่าทุกอักษรด้วยน้ำเสียงใจเย็น ชวนพินิจถึงความพิเศษของการมีอยู่ ผนวกคู่ไปกับการเมืองที่ว่าด้วยการทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนให้มากเท่าที่ทำได้ตราบชั่วยังมีชีวิต เสมือนความเควียร์ ความเป็นไปได้อันหลากหลายของเสียงหัวใจที่เต้นอยู่นั่นเอง

            และหากพูดถึงการเมือง คงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องราวลำดับที่ห้า อย่าง (คน)ตัวโตผู้ถูกขังไว้ เรื่องราวที่จิดานันท์ก่อร่างสร้างประติมากรรม ฉายภาพความเหลื่อมล้ำผ่านสัญญะในแต่ละตัวอักษรได้อย่างคมคาย

            เรื่องว่าด้วยคนตัวเล็ก คนตัวโต คนตัวโตกว่า และคนตัวโตยิ่งขึ้นไปอีกตามชื่อ ขนาดตัวนั้นแสดงถึงอำนาจทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ หรืออื่นใด แต่ในหมู่บ้านคนตัวเล็กนั้น กลับมีคนมหึมาถูกขังไว้ นั่นเป็นเพราะเหตุใดกันหนอ เรื่องจบเพียงเท่านี้ และไม่ได้มอบเหตุผลอันใดให้กับตัวละครอย่างเป็นรูปธรรม

            แต่ในฐานะผู้สังเกตการณ์อยู่หลังตัวอักษร แค่ประโยคเดียวที่ว่า “อำนาจอธิปไตยของประชาชนได้ถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังนี้” ก็เพียงพอจะทำให้ทุกอย่างลงร่องลงรอย นี่คือการเปรียบเปรยถึงความพยายามเพื่อคงอยู่ไว้ซึ่งอำนาจของคนตัวโต หรือถ้าชัดเจนกว่านั้นก็คือห่วงโซ่สูงสุดในสังคม ไม่ว่าจะเป็นรัฐ นายทุน หรืออื่นใด ที่พยายามจะขัดขวางการปรปักษ์ของคนตัวเล็กตัวน้อย คนรากหญ้า ลบสิทธิ์เสียง และตัวตนของเควียร์เหล่านี้ไปโดยเด็ดขาด จำกัดสิทธิเสรีภาพของกลุ่มชนชั้นล่าง จำกัดการเข้าถึงข้อมูล และมากไปกว่านั้นคือใครที่เผลอพลั้งล่วงล้ำเข้าไปรู้ความลับของจักรวาลเข้า อาจเป็นไปได้ที่จะถูก “อุ้มหาย” ในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้

            จากเรื่องราวของผู้เฝ้าในเรื่องเล่าลำดับที่สอง สู่เรื่องราวลำดับที่หกอย่าง ประเภทของนักเดินทาง ทางเวลา และดีไวน์อื่น ๆ อันกล่าวเจาะจงไปถึงนักเดินทางเวลาตามชื่อ ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือการที่จิดานันท์พาผู้อ่านไปสำรวจ “กลไก” การทำงานของกระแสเวลาที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้ นับเป็นเรื่องที่กระตุ้นเซลล์สมองให้รำลึกตามคำบอกกล่าวของจิดานันท์อย่างมิทันได้เตรียมตัว เพราะหากพูดถึงความเควียร์ ก็คงต้องลองก้าวออกจากกรอบเกณฑ์ที่มีชื่อว่าความเป็นไปได้ไปเสียบ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่มันถูกสังคมปรามาสว่ามันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก และนี่คือกลไกกาลเวลาที่จิดานันท์แทรกไว้ระหว่างตัวอักษร เฉกเช่นกาลเวลาที่แม้มองไม่มีผู้ใดเห็น ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่เคยมีอยู่จริง

            งานที่ผ่านมาตั้งแต่เรื่องราวลำดับแรกจนถึงหก มักจะตั้งต้นด้วยแนวคิดที่กล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ แต่น่าแปลกและประทับใจในเวลาเดียวกันที่จิดานันท์เลือกจะหยิบยื่นเรื่องราวแสนราบเรียบ จนแทบไม่สามารถจำกัดความของแนวคิดใดได้เลยมาไว้หน้าเกือบสุดท้ายของหนังสือ เมื่อปีศาจยุติการเดินทาง

            เรื่องราวของปีศาจนักเล่าเรื่องนามว่า “เวตาล” อันอาศัยร่างมนุษย์คนแล้วคนเล่าเพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องราวของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ซึ่งตามที่ชื่อเรื่องบอกใบ้ไว้ จิดานันท์เพียงแค่พาคนอ่านไปสำรวจวิถีเศษเสี้ยวชีวิตห้วงสุดท้ายอันธรรมดาสามัญของเวตาลผู้มีร่างกายอมตะ ว่าเหตุไฉนจึงเลือกจบชีวิตตนเองลง

            เหตุผลทุกอย่างมันไม่ได้วิเศษวิโส มันธรรมดาจนแปลกประหลาดด้วยซ้ำไป กล่าวได้ว่าเป็นเสาเข็มจากปลายปากกาของจิดานันท์ที่ตอกย้ำให้เราเห็นว่า “ความเควียร์” นั้นก็มิใช่สิ่งพิสดารอะไร กลับกันมันคือความปกติธรรมดาของโลกใบนี้ เป็นความสามัญอย่างเท่าเทียม

            สิ้นสุดกันที่เรื่องราวสุดท้ายอย่าง Rewrite:ภพ ที่ถึงแม้ด้วยคำโปรยว่าด้วยการย้อนเวลาไปเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสลักสำคัญอะไรนัก นี่คือเรื่องราวความรักของเควียร์ทั้งสอง ที่จบได้อย่างอิ่มเอม และโอบกอดเควียร์ทุกหมู่เหล่าบนจักรวาลอย่างอ่อนโยน

            ตั้งแต่เรื่องแรกที่ดูเหมือนจะถูกเล่าให้ขยับออกไปจากความเป็นมนุษย์ทีละนิด ทว่าดูเหมือนทุกอย่างจะกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งเสียแล้ว หรือบางที อาจจะเพราะเราไม่ได้ขยับหนีไปไหนเลยต่างหาก เพราะความเควียร์ ความเป็นอื่น และความเป็นมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ไม่อาจจะจำกัดจัดจำแนกอย่างตรงไปตรงมา และเช่นเดียวกัน ทุกอักษรในบทความนี้อาจไม่มีสิ่งใดจริงแท้เลยก็ได้

Visitors: 108,158