เราคือใครภายใต้กรอบจารีต: การนำเสนอ “วิกฤตอัตลักษณ์”

ผ่านตัวละครใน Family Comes First ด้วยรักและผุพัง

 

ณิชาภา หิมารัตน์

 

บทนำ

            Family Comes First ด้วยรักและผุพัง เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 11 เรื่องจากปลายปากกาของนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2564 อันประกอบไปด้วยเรื่องสั้นหลากหลายแนวที่นำเสนอให้เห็นถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของคนไทยเชื้อสายจีน ได้แก่ วันที่ครอบครัวกลับบ้าน ถ้อยคำที่ร่วงหล่น งานเฉลิมฉลองสีแดง ผู้ให้กำเนิด หลานชายคนโปรด ป๊าบอกว่า คุณ, ฝนพรำ และแมวสีดำ เราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส น้ำตกใจสลาย พี่สาวของผมและ Pieces เศษเสี้ยว บทสนทนา ความทรงจำ โดยหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ถือเป็นผลงานชิ้นแรกของนริศพงศ์ แต่ด้วยความโดดเด่นทั้งในเรื่องของกลวิธีการนำเสนอและความหลากหลายของประเด็นที่สอดแทรกอยู่ในตัวบททำให้ผลงานชิ้นนี้สามารถคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือรางวัลซีไรต์ ประเภทรวมเรื่องสั้น ประจำปีพุทธศักราช 2566 มาครอบครองได้

          ถึงแม้ว่าเรื่องสั้นทั้ง 11 เรื่องใน Family Comes First ด้วยรักและผุพัง จะถูกเชื่อมโยงกันด้วย “ความเป็นจีน” แต่เรื่องสั้นแต่ละเรื่องก็มีความแตกต่างกันไปตั้งแต่แนวทางการเล่าเรื่องไปจนถึง “สาร (message)” ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ  ดังนั้นจึงทำให้รวมเรื่องสั้นชุดนี้สามารถตีความได้หลายนัย ซึ่งลักษณะดังกล่าวสร้างความท้าทายในการอ่านให้กับผู้วิจารณ์อย่างมาก

            อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง จะพบว่ามีประเด็นความคิดที่ปรากฏคล้ายกันในทุกเรื่อง ซึ่งก็คือประเด็นเรื่องวิกฤตอัตลักษณ์ โดยผู้เขียนถ่ายทอดปัญหาวิกฤตอัตลักษณ์เหล่านี้ผ่านตัวละครที่มีความเกี่ยวโยงกับความเป็นจีน

            ตามคำนิยามของโรเจอร์ ดี อับราฮัมส์ (Roger D. Abrahams) อัตลักษณ์ (identity) คือการตั้งคำถามว่าเราคือใคร ต่างจากคนอื่นอย่างไร ซึ่งอัตลักษณ์มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมความเป็นปัจเจก โดยอาศัยเรื่องเล่าในแต่ละสังคมเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบสร้างความหมายเราและผู้อื่น ในทางกลับกันวิกฤตอัตลักษณ์เกิดขึ้นเมื่อปัจเจกบุคคลนั้น ๆ ไม่สามารถหาสิ่งที่เติมเต็มความต้องการส่วนตนในสังคมปัจจุบัน มนุษย์จึงรู้สึกว่าไม่มีตัวตนอยู่ในสังคมและจะพยายามประกอบสร้างตัวตนเพื่อให้รู้สึกถึงการดำรงอยู่ โดยบางทีอาจจำเป็นต้องหยิบยืมอัตลักษณ์ของผู้อื่นมาแทนที่ตนเอง การสร้างความรู้สึกของการดำรงอยู่บ่งบอกว่าความกลัวที่สังคมจะไม่ยอมรับทำให้มนุษย์ไม่สามารถแสดงออกความเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง ปัจเจกจึงจำเป็นต้องเลือกในสิ่งที่คนอื่นยอมรับ (Abrahams, 2010 อ้างถึงใน มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์, 2561: 7-8)

 

มองวิกฤตอัตลักษณ์ผ่านตัวละครชายเชื้อสายจีน

            เรื่องสั้น 4 จาก 11 เรื่อง ได้แก่ หลานชายคนโปรด ป๊าบอกว่า งานเฉลิมฉลองสีแดง และเราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นชายเชื้อสายจีนที่ตัวละครเพศชายต้องเผชิญ ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังและความกดดันที่ครอบครัวและสังคมมีต่อเพศชาย กล่าวคือโดยปกติแล้วบทบาทของชายจีนมักจะถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำครอบครัวและเป็นผู้สืบทอดสกุล แต่เมื่อผู้ชายไม่สามารถที่จะทำตามความคาดหวังได้ พวกเขาเหล่านั้นก็จะถูกมองว่าบกพร่องในหน้าที่และไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานความเป็นชายของสังคมคนจีนแบบดั้งเดิมได้ ดังนั้นแล้วจึงส่งผลให้เกิดวิกฤตอัตลักษณ์ตามมา และอาจทำให้เกิดการตอบโต้ด้วยพฤติกรรมบางอย่างหรือการหยิบยืมอัตลักษณ์ของผู้อื่นมาสวมใส่

            ตัวละคร ‘หลานชาย’ ในเรื่อง หลานชายคนโปรด สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นชายที่เกิดจากความคาดหวังของครอบครัว จะเห็นได้ว่าเมื่อเขาทำตามมาตรฐานที่ครอบครัวคาดหวังได้ เขาก็จะได้รับคำชมเชยจากญาติผู้ใหญ่ ดังตัวบทที่กล่าวว่า “แล้วก็ไม่เคยทำให้ลุง ๆ ป้า ๆ ผิดหวัง หลานชายมีพัฒนาการโดดเด่นมาอวดให้ได้เห็นกันทุกปี” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.107) แต่เมื่อเขาได้รับความกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ไม่สามารถทำตามสิ่งที่คนอื่นคาดหวังได้อีกต่อไปจนญาติผู้ใหญ่กล่าวหาว่าเขาไม่ใช่หลานชายคนเดิมของตน ความบกพร่องในหน้าที่ดังกล่าวของตัวละครชายเป็นผลให้เขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตอัตลักษณ์และต้องตอบโต้กับภาวะดังกล่าวด้วยพฤติกรรมบิดเบี้ยวเพื่อยืนยันความมีตัวตน ซึ่งในที่นี้คือการฆ่าพ่อและแม่  

            เช่นเดียวกันกับในเรื่อง ป๊าบอกว่า วิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นชายถูกฉายชัดผ่านตัวละคร ‘ซุ่น’ ผู้เป็นลูกชายคนโตและพี่ชายของน้อง ๆ อีก 3 คน ตั้งแต่เด็กซุ่นถูกปลูกฝังจากป๊าให้มีบทบาทหน้าที่เป็นผู้ดูแลและเป็นผู้ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเมื่อป๊าเสียชีวิตไป บทบาทหน้าที่ดังกล่าวเปรียบเสมือนอัตลักษณ์ความเป็นชายของซุ่นที่เขายึดถือไว้ แต่เมื่อน้อง ๆ ของเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็ไม่ต้องรับการดูแลจากซุ่นอีกต่อไป เมื่อซุ่นพบว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองกำลังถูกแย่งไปและพื้นที่ที่ตัวเองจะแสดงออกถึงความเป็นชายมีน้อยลงเรื่อย ๆ จากการที่น้องสาวแต่งงานและการที่น้องชายย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ซุ่นเลือกที่จะตอบโต้ด้วยการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมรุนแรงอย่างการต่อว่าน้อง ๆ เมื่อรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ซึ่ง “มาตรฐานของเขาก็คือมาตรฐานของป๊า” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.140) การกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนการหยิบยืมอัตลักษณ์ความเป็นพ่อมาสวมใส่เพื่อให้ตัวเองเกิดความรู้สึกมีตัวตน แต่ในตอนจบ ความผิดพลาดของซุ่นที่กลับมาไม่ทันเวลาไหว้บรรพบุรุษสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของเขาในฐานะผู้นำครอบครัว อันนำไปสู่การประสบปัญหาวิกฤตอัตลักษณ์โดยสมบูรณ์

            ตัวละคร ‘ชายหนุ่ม’ ในเรื่องเราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส และตัวละคร ‘แม้ก’ ในเรื่องงานเฉลิมฉลองสีแดง นำเสนอให้เห็นถึงตัวละครชายที่พยายามก้าวข้ามวิกฤตอัตลักษณ์ผ่านการนำอัตลักษณ์ของผู้อื่นมาสวมใส่เพื่อให้ได้รับการยอมรับ

            ลักษณะดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนที่สุดผ่านตัวละคร ‘ชายหนุ่ม’ ในเรื่องเราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส เนื่องจากเขาพยายามที่จะแสดงออกว่าตัวเองเป็นพวกรักต่างเพศผ่านการแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาไม่ได้รัก และเก็บซ่อนความปรารถนาความรักเพศเดียวกันไว้ ในยามที่เขาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาสวมใส่อัตลักษณ์ของชายรักต่างเพศ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่สังคมกระแสหลักยอมรับ เช่น ในตอนที่อยู่ในงานแต่งงาน “เขายิ้มให้พ่อ รู้สึกเหมือนกำลังใช้รอยยิ้มของคนอื่นที่ไม่ใช่รอยยิ้มของตัวเอง” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.184) แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอย่างการอยู่คนเดียว เขาก็ “ปลดหน้ากากแรกลง แล้วหยิบหน้ากากชิ้นถัดไปที่ไม่มีใครมองขึ้นมาสวมใส่” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.196) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดเผยอัตลักษณ์ที่แท้จริงของตัวเองซึ่งก็คือชายที่รักเพศเดียวกันออกมา

            ลักษณะที่คล้ายกันนี้ปรากฏผ่านตัวละครเด็กชาย ‘แม็ก’ ในเรื่อง งานเฉลิมฉลองสีแดง ที่ต้องเข้าร่วมพิธีกรรมแปลกประหลาด ความกดดันจาก “ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา ดวงตานับร้อยคู่ต้องแสงจากเทียนเล่มใหญ่บนกระถางธูป” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.81) ทำให้ชั่วขณะวินาทีนั้นแม็กต้องเลือกหยิบยืมอัตลักษณ์ของผู้อื่นมาสวมใส่ผ่านการเลียนแบบการกระทำหรือการปฏิบัติตาม ทั้ง ๆ ที่ในใจเขายังคงตั้งคำถามว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตามการที่แม็กเลือกที่จะสวมใส่อัตลักษณ์ดังกล่าวทำให้เขาได้รับการยอมรับจากสังคมกระแสหลัก ซึ่งถือเป็นการก้าวผ่านวิกฤตอัตลักษณ์โดยชั่วคราว

 

มองวิกฤตอัตลักษณ์ผ่านตัวละครหญิงเชื้อสายจีน

            ในสังคมชายเป็นใหญ่อย่างสังคมจีนนั้น อัตลักษณ์ของผู้หญิงมักถูกยึดโยงกับพื้นที่บ้านเป็นหลัก เนื่องจากค่านิยมของสังคมจีนไม่ได้คาดหวังให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านเหมือนกับชาย แต่ผู้หญิงมีหน้าที่ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก และดูแลพ่อแม่ยามแก่ชรา ลักษณะดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนผ่านเรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่อง อันได้แก่ วันที่ครอบครัวกลับบ้าน ผู้ให้กำเนิด น้ำตกใจสลายและพี่สาวของผม ซึ่งล้วนนำเสนอตัวละครเพศหญิงที่ถูก ‘ผูกติด’ กับพื้นที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นหญิงชราที่เฝ้ารอลูกหลานกลับมาเยี่ยมเยือนที่บ้านในเรื่องวันที่ครอบครัวกลับบ้าน ลูกสาวที่ต้องอยู่แต่บ้านเพื่อดูแลแม่ที่ความจำเสื่อมในเรื่องน้ำตกใจสลาย ผู้หญิงที่ถูกบังคับให้อยู่ในพื้นที่ปิดตายเพื่อให้กำเนิดลูกชายในเรื่องผู้ให้กำเนิด และการกลับมาอยู่บ้านอีกครั้งหลังจากหนีออกจากบ้านของพี่สาวในเรื่องพี่สาวของผม

            เมื่อผู้หญิงต้องก้าวออกสู่สังคมภายนอกพื้นที่บ้าน อัตลักษณ์ของผู้หญิงมักถูกกำหนดขึ้นจากบทบาทและความสัมพันธ์ที่มีต่อเพศชาย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะลูกสาว แม่หรือภรรยา ซึ่งการถูกกำหนดตัวตนจากบทบาทดังกล่าวทำให้ผู้หญิงต้องเผชิญปัญหาวิกฤตอัตลักษณ์ เนื่องจากความรู้สึกไม่มีตัวตนที่ผู้หญิงต้องเผชิญในโลกของทุนนิยมและปิตาธิปไตย โดยปัญหาดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านเรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่องจากการทำตัวละครผู้หญิงให้กลายเป็นตัวละครนิรนาม กล่าวคือในทั้ง 4 เรื่องผู้อ่านไม่ได้รับรู้ชื่อของตัวละครหญิง แต่รับรู้เพียงสถานะความสัมพันธ์ที่ตัวละครนั้นมีต่อตัวละครอื่น ๆ เท่านั้น ได้แก่ ตัวละคร ‘ผ่อผอ (ย่า)’ ในเรื่องวันที่ครอบครัวกลับบ้าน ตัวละคร ‘ภรรยา’ ในเรื่องผู้ให้กำเนิด ตัวละคร ‘ลูกสาว’ ในเรื่องน้ำตกใจสลาย และตัวละคร ‘เจ้ (พี่สาว)’ ในเรื่องพี่สาวของผม ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียนที่จะแสดงให้เห็นถึงการถูกลบเลือนอัตลักษณ์ของผู้หญิงเชื้อสายจีน

 

มองวิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นชาติผ่านตัวละครชาวจีนอพยพรุ่นพ่อแม่

            จากการอ่านตัวบทอย่างละเอียด (Close Reading) สามารถทำให้ตีความได้ว่าผู้ประพันธ์อาจทำการเชื่อมโยงวิกฤตอัตลักษณ์กับความเป็นชาติ หรือในที่นี้คือความเป็นจีนที่ค่อย ๆ สลายไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่ เนื่องจากถูกผสานและกลืนเข้ากับอัตลักษณ์ของชาติอื่น ๆ จนไม่อาจรักษาอัตลักษณ์ความเป็นจีนดั้งเดิมได้อีกต่อไป การที่ไม่สามารถคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์แบบเดิมและความพยายามในการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์เพื่อให้ได้รับการยอมรับของชาวจีนอพยพอาจมองว่าเป็นวิกฤตอัตลักษณ์รูปแบบหนึ่ง โดยวิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นจีนถูกสะท้อนผ่านตัวละครที่เป็นชาวจีนอพยพรุ่นพ่อแม่[1] จากเรื่องสั้น 3 เรื่อง ได้แก่ คุณ, ฝนพรำและแมวสีดำ ถ้อยคำที่ร่วงหล่น และ Pieces เศษเสี้ยว บทสนทนา ความทรงจำ

             ในเรื่อง คุณ, ฝนพรำและแมวสีดำ ปรากฏตัวบทตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “เดี๋ยวนี้อะไรก็เปลี่ยนไป เส้นแบ่งแห่งการกีดกันและแบ่งแยกแผ่วไปตามกาลเวลา ความต่างนับวันก็จะกลืนกลายรวมกัน” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.166) ตัวบทดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตอัตลักษณ์ที่เป็นผลจากโลกทัศน์หลังสมัยใหม่ อันก่อให้เกิดอัตลักษณ์ที่หลากหลายและอาจขัดแย้งกันแต่ดำรงอยู่ในบริบทพื้นที่ที่ทับซ้อนกันจนไม่สามารถรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ได้อีกต่อไป ตัวละคร ‘แม่’ ซึ่งเป็นชาวจีนอพยพรุ่นที่หนึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นจีนของตัวเองไว้ผ่านการที่ไม่ยอมให้ลูกชายของตนแต่งงานกับหญิงชาวไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้กับวิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นจีนในโลกสมัยใหม่

            ในเรื่อง ถ้อยคำที่ร่วงหล่น วิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นจีนปรากฏผ่านตัวละคร ‘แม่’ ซึ่งเป็นชาวจีนอพยพรุ่นที่หนึ่ง การหลงลืมคำศัพท์ภาษาบ้านเกิดของแม่และการ “ไม่พูดภาษาจีน ไม่ฟังเพลงจีน ไม่อ่านหนังสือจีน ไม่ดูละครจีนอีกต่อไป” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.55) สะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์และตัวตนของชาวจีนอพยพที่ค่อย ๆ ถูกกลืนเข้ากับวัฒนธรรมปลายทาง ถึงแม้จะมีความพยายามในการรักษาไว้มากขนาดไหนก็ตาม

            ในเรื่อง Pieces เศษเสี้ยว บทสนทนา ความทรงจำ แสดงให้เห็นความพยายามในการการกอบกู้วิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นจีน จากการที่ตัวละคร ‘ผม’ คุยกับตัวละคร ‘แม่’ ผู้เป็นชาวจีนอพยพรุ่นที่สองผ่านบทสนทนาจากความทรงจำ  แต่ท้ายที่สุดแล้วในตอนจบแม่ผู้เป็นเจ้าของความทรงจำก็ได้เลือนหายไป เหมือนที่ “หลายเศษเสี้ยวก็สูญหายไปพร้อมกับการตายของแม่และพ่อ” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.276) และ “วันใดวันหนึ่ง วันที่ผมถึงคราวเสื่อมถอยสิ้นสภาพ แม่ก็คงต้องจากผมไปอยู่ดี” (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์, 2564, น.276)  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอัตลักษณ์ความเป็นจีนแบบดั้งเดิมก็ต้องเสื่อมถอยลงและถูกแทนที่ด้วยอัตลักษณ์ความเป็นจีนแบบใหม่ที่ถูกผสมผสานเข้ากับอัตลักษณ์อื่น ๆ ในยุคโลกาภิวัตน์

บทสรุป

          ในท้ายที่สุดนี้จะเห็นได้ว่าเรื่องสั้นทั้ง 11 เรื่องใน Family Comes First ด้วยรักและผุพังมีการกล่าวถึงวิกฤตอัตลักษณ์ของตัวละครเชื้อสายจีน ซึ่งในทางหนึ่งเป็นผลมาจากการถูกกดทับให้อยู่ภายใต้ “ความเป็นจีน” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกสมัยใหม่ที่ค่านิยม ความเชื่อและแนวคิดแบบดั้งเดิมของ “ความเป็นจีน” ถูกสั่นคลอนหรือแทนที่ด้วยแนวความคิดใหม่ ๆ

            จากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถทำให้ตีความได้ว่าผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่าสิ่งใดกันแน่คือตัวตนที่แท้จริงของเรา และเราควรยึดถือรากเหง้าแบบดั้งเดิมอยู่หรือไม่หากอัตลักษณ์เหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ล้าหลังในโลกปัจจุบัน

 

รายการอ้างอิง

นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์. (2564). ด้วยรักและผุพัง. แซลมอนบุ๊คส์.

มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์. (2561). วิกฤตอัตลักษณ์ความเป็นชายหลังสงครามโลกครั้งที่สองของคะวะบะตะ ยะซุนะริ
          [วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. คลังปัญญาจุฬาฯ.
          https://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/61258/1/5580524522.pdf

 

[1]ในที่นี้ หมายถึงชาวจีนอพยพรุ่นที่หนึ่ง (first-generation immigrant) และชาวจีนอพยพรุ่นที่สอง (second-generation immigrant)

Visitors: 128,009