อันกามการุณย์: คำสารภาพ ความเจ็บปวด

และที่ทางของแม่ผู้เป็นชายข้ามเพศ

ชญามญช์ เพิ่มประโยชน์

 

 

          อันกามการุณย์ เขียนโดย ลาดิด (Ladys) เป็นนวนิยายเควียร์ที่เล่าผ่านกระแสสำนึกของ “ลลนา” ตัวเอกของเรื่องผู้นิยามตนเองว่าเป็นชายแม้มีร่างกายเป็นหญิง เขาเป็นลูกสาวของครอบครัว เป็นแม่ที่ให้กำเนิดลูกสาว เป็นภรรยาของสามีตามกฎหมาย และเป็นคนแปลกหน้าในสถานที่ที่เรียกได้ว่า ‘บ้าน’ ‘ครอบครัว’ หรือแม้แต่ ‘ร่างกาย’ ของตน

          เรื่องเล่าของลลนาเป็นเหมือนถ้อยคำสารภาพเปิดเปลือยเรื่องราวการค้นพบตัวตนและเปลี่ยนผ่านทางร่างกายและจิตใจ ผสมผสานไปกับความในใจที่มีอย่างตรงไปตรงมาผ่านห้วงคำนึงถึงลูกสาวที่จะไม่มีวันรับรู้ ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านกระแสสำนึกของตัวละคร แม้เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างสะเปะสะปะตามความคิดที่ ‘นึกขึ้นได้’ ทว่านั่นไม่ได้ลดทอนความเข้าใจในลำดับเรื่องราวอันจะส่งผลต่อความน่าติดตามของเนื้อเรื่องโดยรวมไปแม้แต่น้อย กลับยิ่งสามารถพาผู้อ่านดำดิ่งลึกลงไปในจิตใจของตัวละคร ทำให้สามารถ ‘สัมผัส’ และ ‘รู้สึก’ ราวกับเป็นเรื่องราวของตนเอง

          นวนิยายเล่มนี้จึงมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเควียร์ให้กล่าวถึง ทั้งการตระหนักรู้ทางอัตลักษณ์ของตนที่ทลายกรอบมายาคติเรื่องเพศทวิลักษณ์ (ระบบเพศสองขั้ว หรือ Gender Binary) ความเจ็บปวดของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกสังคมมองว่าผิดแปลกประหลาด ไปจนถึงความเป็น ‘แม่’ ที่มิได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพหญิงเท่านั้น แต่เป็นสายใยทางใจที่เชื่อมโยงไว้ด้วยกัน ยากที่จะตัดขาด

 

สายสัมพันธ์แม่-ลูก: จากบุตรสู่ผู้ให้กำเนิด

          ด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบกระแสสำนึกในห้วงคำนึงราวกับถ้อยคำบอกกล่าวจากแม่สู่ลูก นวนิยายที่มีตัวเอกเป็นชายข้ามเพศ (trans men) เรื่องนี้จึงสามารถนำเสนอความเป็นแม่ที่ทั้งทลายกรอบทางเพศและเสนอนิยามของสิ่งที่เรียกว่า ‘สายสัมพันธ์แม่-ลูก’ ไว้ได้อย่างน่าสนใจและลึกซึ้งยิ่ง

          หากพูดถึง “ความเป็นแม่” เราอาจนึกถึงแม่ในเพศสภาพหญิงผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดู ห่วงหาอาทรบุตร ทว่าลลนา ผู้เป็น ‘แม่’ ในนวนิยายเล่มนี้ แม้ภายนอกเป็นหญิง แต่ความแปรเปลี่ยนเป็นชายจากภายในสู่ภายนอกทำให้การแสดงออกทางเพศค่อยๆ หลุดจากความเป็น ‘หญิง’ ไปดังที่ตัวละครกล่าวไว้ว่า “นับแต่วันที่แม่ลอกล่อนออกจากความเป็นหญิง แม่ตัดผมให้สั้นพอๆ กับพ่อของลูก แม่เลิกสวมเสื้อผ้าที่เคยใส่ สีลิปสติกของแม่อ่อนจางลงทุกวัน” (ลาดิด, 2567:43) สิ่งนี้เป็นการท้าทายภาพจำของ “ความเป็นแม่” จากผู้เขียนถึงผู้อ่านอย่างเรา ทั้งยังชวนให้ทบทวนถึงความรู้สึกนึกคิดภายในระหว่างอ่านว่ารู้สึกอย่างไรกับภาพที่เห็น เหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น และเราจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างไร

          ผู้เขียนยังได้เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ความเป็นแม่-ลูกเข้ากับการให้กำเนิดและเลือดเนื้อซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ ทำให้แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยมีลูกก็สามารถเข้าใจถึงลักษณะของความรู้สึกของผู้เป็นแม่ได้ ดังว่า “ลูกเอ๋ย เส้นเลือดเราเคยหลอมรวมกัน เราเคยเอิบอาบด้วยเลือดแอ่งเดียวกัน เลือดลูกคือเลือดแม่ คือสายธารชีวิตที่ไหลเวียนกลับเข้ายังหัวใจของแม่” (ลาดิด, 2567: 23)

          แม้จะเปรียบสายสัมพันธ์แม่-ลูกเข้ากับเลือดเนื้อและการให้กำเนิด แต่ผู้เขียนก็มิได้ทำราวกับความเจ็บปวดของการคลอดลูกนั้นไม่มีจริง ทั้งยังบรรยายให้สามารถจินตนาการถึงความทรมานของผู้เป็นแม่ได้ว่า “ตลอดการเบ่งคลอด ร่างกายแม่บรรทุกความเจ็บปวดไว้ เหมือนหินก้อนใหญ่ เหมือนภูเขาทั้งลูก” (ลาดิด, 2567: 24) หลังจากนั้นผู้เขียนก็ได้แสดงความรู้สึกอันย้อนแย้งของตัวละครนี้ที่แม้จะเจ็บปวด ก็ยังหวงแหนสายใยแม่-ลูกว่า “จู่ๆ แม่ก็อยากยื้อเวลา อยากมีน้ำหนักของลูกอยู่ในตัวแม่ อยากให้เลือดแม่ปนเปกับเลือดลูกอีกหน” (ลาดิด, 2567: 26) นวนิยายเล่มนี้จึงได้ทำให้สายสัมพันธ์ความเป็นแม่-ลูกที่ดูเป็นนามธรรมกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้มากขึ้น อย่างการมีเลือดเนื้อเชื่อมโยงกันอันเป็นลักษณะพิเศษที่สงวนไว้เพียงความสัมพันธ์ของแม่ผู้ให้กำเนิดและลูกเท่านั้น 

          เมื่อลลนามีครอบครัวและลูก เขาก็ได้ย้อนกลับไปคิดถึงช่วงเวลาที่ตนยังมีแม่ ความห่วงใยที่ลลนามีต่อลูกนั้นไม่ต่างไปจากความปรารถนาดีที่แม่มีต่อลลนา นวนิยายเควียร์ที่บอกเล่าถึงประเด็นความเจ็บปวดของผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านน้ำเสียงของแม่ทั้งที่เป็นหญิงและที่เป็นชายข้ามเพศจึงเป็นไปในรูปแบบของความหวังอันสูงสุดว่าลูกของตนจะมีความสุขไม่ว่าเมื่อใด ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไรก็ตาม ดังว่า “แม่นึกถึงคำพูดยายของลูก แม่ของแม่ ท่านบอกว่าอยากให้แม่มีความสุข ดูเป็นสิ่งเรียบง่าย ไม่สูงส่งไม่ใช่หวังอันเลิศลอย แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ง่ายนัก” (ลาดิด, 2567: 120) และสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแล้ว ปัจจัยหนึ่งของความสุขอันจะมีได้นั้นมาจากการโอบรับจากสังคม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลลนากล่าวว่าการจะมีความสุข “ในความเป็นจริงนั้นไม่ง่ายนัก”

 

จากหญิงสู่ชาย จากภายในสู่ภายนอก: แรกเริ่มรับรู้สู่ระยะเปลี่ยนผ่าน

          นอกจากความปรารถนาดีอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูก ตัวละครลลนายังได้เล่าความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจจากหญิงไปสู่ชายให้ลูกฟังอย่างไม่มีปิดบัง ราวกับลูกเป็นผู้เดียวที่แม่อย่างลลนาอยากจะพูดคุยอย่างเปิดเผย ทั้งในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถพูดออกไปให้ลูกได้รับรู้ได้อย่างแท้จริง

          ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกแปลกปลอมไม่เป็นตัวเองที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของลลนาผ่านการฝืนเรียนคณะแพทยศาสตร์ตามที่พ่อคาดหวัง ด้วยความฝืดฝืนเป็นสิ่งที่ขัดกับตัวตน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกรังเกียจขยะแขยงต่อตัวเอง ดังที่ว่า “คุณตาของลูกเห็นแม่อยู่ในชุดกาวน์สีขาว ส่วนแม่เห็นมันเป็นผ้าห่อศพ แม่เป็นศพ บวมอืดด้วยความทุกข์ แต่ยังมีลมหายใจ แม่จึงได้กลิ่นเหม็นเน่าของตัวเอง แม่ไม่อยากได้กลิ่นนั้น” (ลาดิด, 2567: 53 - 54) จะเห็นได้ว่าลลนารู้สึกรังเกียจและผิดที่ผิดทางกับตนเองที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ในทำนองเดียวกัน การเป็นเพศที่ขัดแย้งกับตัวตนในใจก็ให้ความรู้สึกขยะแขยงไม่ต่างกัน

          แม้ไม่มีการระบุไว้ในนวนิยายแน่ชัด แต่หากจะบอกว่าความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเพศหญิงของลลนาหลังจากก้าวสู่ความเป็นแม่นั้น เป็นสิ่งกระตุ้นให้เขานึกรังเกียจความเป็นหญิงบนเรือนร่างของตนก็คงไม่ผิด ดังคำสารภาพที่ว่า “แม่เป็นผู้หญิงเพราะในวันวานนั้นแม่เป็นได้ แต่วันนี้แม่เปลี่ยนไปแล้ว มดลูกที่บวมขยาย เต้านมที่บวมคัดตึง ความเป็นหญิงที่ถูกสูบลมเข้าจนเต่งทำให้แม่มองเห็นมันอย่างแจ่มชัด และเมื่อเห็น ฉันรู้ ฉันรู้ว่านั้นไม่ใช่ฉันแล้ว” (ลาดิด, 2567: 101 - 102)

          ข้อความข้างต้น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาระทางจิตใจของผู้เป็นแม่อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้วนั้น อีกประเด็นสำคัญคือมันแสดงให้เห็นถึงการรับรู้และความลื่นไหลทางเพศ นวนิยายเล่มนี้ได้ท้าทายกรอบความคิดเรื่องเพศอีกครั้งดังที่ว่า ‘เป็นผู้หญิงเพราะในวันวานนั้นเป็นได้’ นั่นหมายถึงอาจไม่ ‘เป็นตลอดไป’ และสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ในทางกลับกัน การที่เรามีความคิดว่าตัวเราเป็นเพศใดเพศหนึ่งตลอดไปนั้นเกิดจากความมั่นใจ หรือเป็นเพราะเราแค่ถูกทำให้เชื่อเช่นนั้น ทั้งยังไม่มีโอกาสสำรวจหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ กันแน่

          ทั้งการเรียนคณะแพทยศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในนวนิยายเล่มนี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกต่อตนเองที่เปลี่ยนไป ยิ่งไปกว่านั้นคือมันนำไปสู่ความรังเกียจต่อสิ่งที่เราเป็นอยู่ เมื่อมีความรู้สึกรังเกียจต่อสิ่งของที่เห็นภายนอกและจับต้องได้ เรายังสามารถกำจัดมันออกไปจากตัวได้ ดังที่ลลนาเลือกลาออกจากคณะแพทยศาสตร์ไป แต่หากสิ่งที่รังเกียจเป็นสิ่งที่อยู่บนร่างกาย ทั้งยังประกอบสร้างให้เรามีอัตลักษณ์ที่มิใช่ ‘ตัวตน’ เราแล้วนั้น เช่นนั้นเราจะทำอย่างไร ซึ่งตัวบทก็ได้บอกใบ้คำตอบไว้ว่า “เส้นผมเมื่อตัดแล้วไม่นานก็กลับมายาว ไม่นานก็กลับมาเหมือนเดิม แต่บางสิ่งที่แม่อยากตัดทิ้ง บางสิ่งที่ว่านั้นจะเปลี่ยนไป หายไปอย่างถาวร” (ลาดิด, 2567: 97)

 

ท่าทีจากผู้คน: หวาดระแวง วาดหวัง ประคับประคอง

          เมื่อผู้มีความหลากหลายทางเพศตระหนักรู้ถึงตัวตนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การจะแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศดังที่ต้องการนั้นดูจะไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายนัก ลลนาเองก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือทั้งหวาดระแวงสายตาคนรอบตัวทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เช่น พ่อ สามี เพื่อนของสามี หรือชายแปลกหน้าอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวต่อมา

          “เขาคงเดาว่าฉันเป็นแม่ซึ่งฉันเป็นจริง แม่ควรพูดค่ะ ครับคงแสลงหู ฉันจะกลายเป็นแม่ที่ผิดเพศ แม่ที่ประหลาด” (ลาดิด, 2567: 44) คือสิ่งที่ลลนาคิดเมื่อเจอกับชายแปลกหน้าเป็นครั้งแรกพร้อมกับลูกสาว ถ้อยคำดังกล่าวแสดงความขัดแย้งในจิตใจที่อยากแสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศของตน แต่ก็หวาดกลัวความคิดของผู้อื่นที่จะมีต่อตนเอง ทว่าการที่ชายแปลกหน้าคนนั้นไม่ตัดสินทั้งยัง ‘เปิดประตู’ ต้อนรับกลับทำให้ลลนาเกิดความรู้สึกอบอุ่นและมีความหวังเล็กๆ ว่านี่คือ ‘บ้าน’ ของตน โดยเฉพาะเมื่อสามียังไม่ยอมรับตัวตนใหม่ของเขา

          สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหวังของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่หวังให้สังคมโดยเฉพาะคนในครอบครัวนั้นเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและความรู้สึกที่ตนต้องเผชิญ พร้อมทั้งยินดีโอบรับในสิ่งที่เป็น แต่ก็เช่นเดียวกัน สำหรับคนเราที่คุ้นชินอยู่กับความคิดบางอย่างและยึดถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริง เช่น ความคิดอันว่าด้วยเพศทวิลักษณ์ จึงไม่แปลกหากจะโอบรับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก และผู้คนเหล่านั้นเองก็คงคาดหวังให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าใจและยอมรับตนเองด้วยเช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม การถอยออกมาจากเรื่องบางอย่างก็ทำให้เรามีมุมมองต่อสิ่งนั้นอย่างเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับผู้อ่านที่เป็นผู้เฝ้าดูและรับรู้เหตุการณ์ในฐานะคนนอก โดยเฉพาะเมื่อรับรู้เรื่องราวของตัวเอกที่จะทำให้เกิดการ ‘เลือกข้าง’ โดยไม่รู้ตัวนั้น เราอาจวิจารณ์ตัวละครอื่นๆ ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางตัวตนของลลนา และในขณะเดียวกัน ตัวบทก็พาให้เรากลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าหากเราเองเป็นผู้อยู่ในสถานการณ์ที่ลูก สามี หรือภรรยาเปลี่ยนไปนั้น เราจะยอมรับได้หรือไม่ และหากเราได้ร่วมรับรู้ความเจ็บปวดของการไม่ได้รับการยอมรับในแบบเดียวกับลลนา เราจะปฏิเสธตัวตนของอีกฝ่ายหรือเปล่า

 

เมื่อครอบครัวไม่ใช่บ้าน’: ความเป็นอื่นที่โหมประดัง

          ผู้เขียนได้อุปมาและอุปลักษณ์ความรู้สึกปลอดภัยทั้งทางใจและทางกายภาพกับการมี ‘บ้าน’ ที่หมายรวมทั้ง ‘บ้าน’ ทางจิตใจ และ ‘บ้าน’ ที่หมายความตามตัวอักษร เมื่อตัวตนไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งยังไม่สามารถเป็นอย่างที่ต้องการได้ มีแต่ความรู้สึกเป็นอื่นทั้งต่อสถานที่และตัวตน ‘บ้าน’ จึงมิใช่ ‘บ้าน’ อีกต่อไปดังที่ตัวละครสารภาพกับลูกสาวในใจว่า “ลูกรัก แม่เป็นคนแปลกหน้า เป็นคนนอกในบ้านของตัวเอง” (ลาดิด, 2567: 172) การตามหา ‘บ้าน’ หลังใหม่จึงเริ่มขึ้นเมื่อลลนาได้รับการ ‘เปิดประตูต้อนรับ’ รวมถึงให้ที่พักพิงจากชายแปลกหน้าคนหนึ่งอย่างการุณย์

          ในช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหวไร้หลักแหล่ง ลลนาก็เป็นฝ่ายนอกใจนอกกายสามีของตน แม้รู้ว่าผิด แต่ด้วยความรู้สึกไม่อยาก ‘หลงทาง’ ทำให้เขาตัดสินใจทำเช่นนั้น สำหรับลลนา สถานที่พักพิงใหม่นั้นเป็นที่ที่จะทำให้เขาได้เป็นตัวเอง ได้ปล่อยตัวตนเดิมที่อยากละทิ้ง ได้ลืมเรื่องราวอันยุ่งยากในชีวิต เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามายังที่พักของชายแปลกหน้าคนนั้น “แม่ก็ไม่ใช่ใครเลย อย่างนั้น แม่ถึงเป็นใครก็ได้ เหมือนว่าแม่ได้เกิดใหม่” (ลาดิด, 2567: 165)

          ความรู้สึกโหยหา ‘บ้าน’ อันเป็นสถานที่ปลอดภัยที่จะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่รู้สึกแปลกแยกผิดที่ผิดทางนั้นล้วนเป็นสิ่งที่หลายๆ คนเคยประสบ การเปรียบเทียบความรู้สึกแปลกปลอมเป็นอื่นกับความรู้สึกปลอดภัยเป็นตัวเองเข้ากับการมี ‘บ้าน’ จึงเป็นการเปรียบเทียบที่ทำให้สามารถเข้าใจและรู้สึกร่วมได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสร้างความเข้าใจผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ไม่เพียงรู้สึกแปลกปลอมในร่างกายตน แต่ยังรู้สึกเป็นอื่นแม้ในสถานที่ของตนอีกด้วย

 

ความเครียดที่ถูกขึงตึง สู่บทสรุปที่ขาดสะบั้น

          เมื่อลลนาได้รับการโอบรับตัวตนจากชายแปลกหน้าและปักใจว่านั่นคือ ‘บ้าน’ ใหม่ของตน เขาไปมาหาสู่ชายคนนั้นบ่อยขึ้น ไม่มีสิ่งใดระหว่างทั้งคู่มากไปกว่าการร่วมรักและพูดคุยสั้นๆ ชายผู้นั้นเองก็ไม่เคยผลักไสลลนาทั้งยังต้อนรับด้วยความอารี

          กลับกัน แม้ลลนาจะเปิดใจบอกกับสามีถึงการเปลี่ยนแปลง ทว่าการตอบรับที่ได้มิใช่การยอมรับ แต่เป็นความคิดที่จะ ‘ซ่อม’ ราวกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งผิดปกติ ทั้งยังปฏิเสธอัตลักษณ์ของลลนาด้วยคำชมที่ขาดความตระหนักรู้อันถือเป็นการทำร้ายทางจิตใจได้เช่นกัน ตัวบทได้บรรยายความรู้สึกของผู้ที่ถูกปฏิเสธอัตลักษณ์ไว้ว่า “คำว่าสวยที่เขาเอ่ย มันทุบตีแม่ แม่อยากรับมันไว้ เป็นคำชมจากปากสามี แม่รู้ว่าเขาจริงใจ แม่อยากรับไว้ในฐานะคำที่เป็นกลาง แต่แม่ทำไม่ได้ เพราะแม่รู้ เขาจะไม่ชมแม่อย่างเป็นกลาง เขาชมผู้หญิงที่ชื่อลลนา ไม่ใช่ผู้ชายที่แม่เป็น” (ลาดิด, 2567: 99) 

          แม้สามีของลลนาจะดูราวกับเป็นคนร้ายผู้ไม่ยอมรับตัวตนของคนรัก แต่นวนิยายเล่มนี้ก็ได้นำเสนอมุมมองของผู้ที่เป็นฝ่ายต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของคนรักด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ความคาดหวังในตัวตนของภรรยาว่า ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากแรกเริ่มที่หวังไว้ ดังว่า “แม่แต่งงานกับณัฐ แม่คือภรรยา คือแม่ของลูก แม่มีตัวตนของแม่ ตัวตนที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้ […] ในวันที่แม่เป็นอื่น เมื่อแม่ปิดบังไว้ไม่ไหว แม่เสแสร้งต่อไปไม่ได้ เมื่อณัฐเห็นรูปร่างแปลกแปร่งที่ถูกเปิดเปลือย เหมือนว่ามีปีศาจคืบคลานออกมา มือที่มีกรงเล็บชวนสยองแทรกผ่านรอยปริบนเนื้อหนังของเมียเขา จากนั้น หัวที่มีผมซอยสั้นก็โผล่พรวดออกมา เขาตะลึงงัน ฉงน ทดท้อ เศร้าโศก และเขารับมันไว้ไม่ได้” (ลาดิด, 2567, น. 164)

          จากประโยคข้างต้น นอกจากจะแสดงถึงความยึดติดอยู่กับเพศสภาพภายนอกแล้ว ยังชวนให้ย้อนคิดว่าหากเป็นเราที่ภาพจำของคนรักที่เคยพึงใจเปลี่ยนไป แม้นั่นคือความสุขของคนรัก เราเองจะยอมรับได้อย่างไร้เงื่อนไขจริงๆ หรือ สิ่งนี้จึงยิ่งตอกย้ำความเป็นมนุษย์ที่ยังมีความเห็นแก่ตัวและยึดติดอยู่ ทำให้ไม่มีตัวละครใดในเรื่องที่เป็นฝ่ายผิดโดยสมบูรณ์ เมื่อทุกคนต่างมีความต้องการและคาดหวังที่สวนทางกัน

          หลังได้พบ ‘บ้าน’ หลังใหม่และได้รับการโอบรับอย่างเมตตาจนเลยเถิดเกิดเป็นการนอกกายนอกใจ ลลนาก็เริ่มคิดและวางแผนถึงอนาคตของตนกับชายคนนั้น เริ่มหวาดระแวงว่าสามีจะนอกใจตนเองเมื่อไม่ได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ บ้าง ไปจนถึงคิดว่าจะ ‘แบ่ง’ ลูกสาวกับสามีของตนอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาที่สามีให้กับลลนาเพื่อ ‘ซ่อม’ ตัวตนนั้น ยิ่งทิ้งนานยิ่งราวกับภูเขาไฟที่คุกรุ่นอยู่ภายในรอการระเบิด ลลนาไม่สามารถ ‘ซ่อน’ ตัวตนไว้ได้ ทั้งยังไม่สามารถ ‘ซ่อม’ ตัวเองได้เช่นกัน เขาไม่สามารถกลับไปเป็นหญิงได้อีกแล้ว ผนวกกับเมื่อลลนาค้นพบความจริงที่ว่าชายแปลกหน้าผู้การุณย์นั้นเป็นเพียง ‘กะหรี่’ ผู้ขายร่างกายแลกเงินคนหนึ่ง และสถานที่ที่ลลนายึดถือเป็น ‘บ้าน’ หลังใหม่ก็ล้วนมาจากค่าบริการที่ชายคนนั้นได้รับจากการใช้ร่ายกายตนเอง ลลนารับความจริงนี้ไม่ได้ ซึ่งก็ย้อนแย้งกับการที่เขาเองก็นอกใจสามีไปมีชู้เช่นกัน

          ท้ายที่สุด มิใช่เพราะสมหวังกับชายชู้ แต่เป็นเพราะอย่างไรก็ไม่สามารถ ‘กลับไปเป็นอย่างเดิม’ ได้อีก ลลนาจึงตัดสินใจเปลี่ยนและแปลงตัวเองอย่างถาวร หย่ากับสามี และเดินออกมาจากชีวิตลูกสาวแม้ยังมีความห่วงใย จนเกิดเป็นความในใจที่ไม่มีวันส่งไปถึงดังในนวนิยายเล่มนี้

 

เราล้วนเป็นมนุษย์ผู้โหยหา

          จากเรื่องราวของตัวละครทั้งหมดในเรื่อง ไม่เพียงแต่ลลนาเท่านั้น แต่รวมไปถึงพ่อและแม่ของลลนา สามีและลูกสาว ชายแปลกหน้าที่กลายมาเป็นชู้ในเวลาต่อมา ล้วนเป็นองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างไปจากกัน ทั้งตัวลลนา ชายข้ามเพศที่เป็นตัวเอกของเรื่องผู้ที่เรารับรู้เรื่องราวต่างๆ ผ่านกระแสสำนึกของเขา ลลนานั้นโหยหาการยอมรับ หวาดระแวงสายตาคนรอบข้างต่อสิ่งที่ตนเองเป็น ‘หลงทาง’ ไปกับการตามหาสถานที่ปลอดภัยที่จะสามารถเรียกได้ว่า ‘บ้าน’ คาดหวังความเข้าใจจากผู้อื่นทั้งในขณะเดียวกันนั้นผู้อื่นก็คาดหวังความเข้าใจจากลลนาเองเหมือนกัน ซึ่งการคาดหวังหรือการหวาดระแวงต่อสายตาสังคมนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการที่สังคมยังไม่เปิดใจโอบรับความหลากหลายที่ต่างไปจากความเชื่อเดิมอย่างอย่างเพียงพอ นั่นทำให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพราะการที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมิได้เข้าใจ ยอมรับ และให้ความสำคัญอย่างแท้จริง

          อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งในบทสรุป อันกามการุณย์ก็มิได้ตำหนิสังคมที่ไม่ได้โอบรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแต่อย่างใด เห็นได้จากการที่ตัวละครเอกก็ไม่ได้ตำหนิสามีหรือพ่อของเขา เพียงแต่เป็นการแสดงความรู้สึกของตนเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น ทั้งยังอาจเป็นการโทษตัวเองเสียมากกว่า ดังที่ว่า “ฉันมีชู้ก็เพราะเขาไม่ยอมรับฉัน แม่คิดเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง ซึ่งในความจริงแล้วแม่ไม่รู้สักนิดว่ามันถูกต้องไหม หากแม่เป็นผู้ชาย หากณัฐยอมรับแม่ แม่จะยังมีชู้ไหม […] แม่ตอบว่าไม่ ไม่มีทาง แต่แม่เชื่อตัวเองได้แค่ไหนกัน” (ลาดิด, 2567, น. 210)

          นวนิยายเรื่องนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ สะท้อนความรู้สึกที่เกิดขึ้น และเลือกด้วยตนเองว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว เราจะมีท่าทีอย่างไรต่อความหลากหลายที่ท้าทายความเชื่อเดิมของตน ทั้งยังนำเสนอความเป็นแม่ที่มีต่อลูกโดยไม่ผูกติดอยู่กับเพศใดเพศหนึ่ง อันนำมาซึ่งการท้าทายบทบาททางเพศหรือ gender role ด้วยเช่นกันว่าแม้ผู้เป็นแม่จะไม่ใช่ ‘แม่’ ในรูปแบบที่สังคมคาดหวัง แต่นั่นไม่ได้ทำให้สายใยและความรู้สึกห่วงหาอาทรลูกในแบบที่แม่คนหนึ่งมีต่อลูกเปลี่ยนไป ดังนั้นหากจะกล่าวว่าเพศมิได้เป็นตัวกำหนดบทบาทการเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์เราก็คงไม่ผิด

          อีกทั้งการมีตัวละครเด็กที่เป็นลูกของแม่ที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงความคิดอันตรงไปตรงมาของเด็กที่มิได้รู้สึกผิดแปลกกับการที่แม่ของตนจะไม่มีความเป็น ‘หญิง’ อย่างที่สังคมคาดหวังแต่อย่างใด การที่เด็กจะนึกคิดอย่างไร จะโอบรับหรือรังเกียจ ล้วนเป็นไปตามการบ่มเพาะปลูกฝังของสังคม ทว่าในบทสรุปสุดท้ายก็ทำให้เห็นว่าด้วยการไม่ยอมรับของสังคม แม่ผู้เป็นชายก็ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ต่อไปเหมือนเดิม

          ด้วยการเล่าอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอาศัยการตีความหรือสัญญะใดมากมายก็สามารถเข้าใจได้โดยง่าย หนังสือเล่มนี้จึงควรค่าแก่การอ่านเพื่อความเข้าใจในความหลากหลายของสังคมรวมถึงเข้าใจความรู้สึกของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ในท้ายที่สุดแล้วทุกฝ่ายล้วนเป็นมนุษย์ผู้โหยหาการยอมรับและการมีที่ทางของตนเท่านั้น

 

รายการอ้างอิง

ลาดิด. (2567). อันกามการุณย์. กรุงเทพฯ: ลาดิดและมูนสเคป.

Dusida W. (2567). อันกามการุณย์ Non fa niente: แม่ที่ไม่ใช่เพศ หากแต่เป็นผู้ให้กำเนิด.เข้าถึงได้

จาก: https://www.thenoizemag.com/2024/03/non-fa-niente-ladys-book-launch/.

Rin Jirajakkavan. (2564). Exploring Gender เพศไม่ได้มีแค่สอง. เข้าถึงได้จาก:

https://rinjirajakkavan.com/exploring-gender.

  

Visitors: 127,990