‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’: ความทรงจำแห่งรักใคร

ชาคริต แก้วทันคำ

 

 

‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’ (Memoir of Love and Passion) ของ แม่น้ำ เรลลี่ เป็นกวีนิพนธ์ไร้ฉันทลักษณ์หรือกลอนเปล่าเล่มที่สอง ซึ่งนำความทรงจำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฉันในอดีตมาถ่ายทอดผ่านบทกวีขนาดสั้นที่ใช้ภาษากระชับ มีลักษณะคล้ายคำคม แฝงปรัชญา กับบทกวีขนาดยาวที่บอกเล่าเรื่องราวและเปล่งเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งออกมาท้าทายยุคสมัย

          หากผู้อ่านสังเกต ชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า Memoir แปลว่า ความทรงจำ แต่เป็นความทรงจำที่บันทึกชีวิต ความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์รักใคร่ของคนคนหนึ่ง เนื้อหาโดยรวมของบทกวีเล่มนี้จึงเกี่ยวข้องกับบันทึกส่วนตัว (Diary) จะเรียกว่า อัตชีวประวัติ (Autobiography) ก็ได้ เป็นบันทึกชีวิตและประสบการณ์รักใคร่ของคนคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง

          แม่น้ำ เรลลี่ เปิดเล่มด้วยบทกวี “หวั่นไหว” ซึ่งใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อความคิดเกี่ยวกับเพศอย่างชัดเจน เช่น กำหนดคำสรรพนามเรียกแทนชื่อ แม้คำว่า ‘ฉัน’ ปัจจุบันไม่ได้ระบุเพศว่าหญิงหรือชายก็ตาม แต่ในตัวบทระบุว่า “ฉัน หญิงสาวไร้ศีลธรรม” จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ‘ฉัน’ ในบทกวีเล่มนี้เป็นคำสรรพนามใช้เรียกแทนผู้หญิง หรือใช้คำกริยาบางคำ เช่น หวั่นไหว ซึ่งมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิง โดยจะเรียกว่าเป็นการแสดงออกของเพศทางไวยากรณ์ก็ได้

                    “ผู้ชายแปลกหน้า

                    ตัวอักษรงดงาม

                    ฉัน หญิงสาวไร้ศีลธรรม

                    หวั่นไหว (น.11)

          ข้อความข้างต้น ผู้อ่านจะเห็นว่า แม่น้ำ เรลลี่ เปรียบผู้ชายเป็นตัวอักษรงดงาม ให้ภาพลักษณ์ในด้านดี และวรรณกรรมไทยยังให้พื้นที่ส่วนใหญ่กับนักเขียนชายมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หรือนักเขียนชายครองโลกด้านการเขียน ตัวอักษรของผู้ชายจึงโดดเด่น งดงาม น่าอ่าน ตกเป็นเป้าสายตาของเพศตรงข้ามได้มากกว่า และเมื่อ ‘ฉัน’ เป็นหญิงสาวไร้ศีลธรรม หรือมีภาพลักษณ์ด้านร้ายแล้ว จึงมีอารมณ์หวั่นไหว เตลิดเพริดไปกับตัวอักษรหรือมายาภาพที่งดงามนั้นได้อย่างง่ายดาย แม้จะไม่คุ้นเคยหรือรู้จักก็ตาม

          ทั้งนี้ การใช้คำสรรพนามเพื่อสื่อความหมายทางเพศดังกล่าว เป็นการตอกย้ำลักษณะความคิด อารมณ์ ความเชื่อ ที่บ่งบอกถึงเพศสภาวะ (Gender) โดยเฉพาะว่ามีการแบ่งแยกและแสดงความแตกต่างระหว่างชายหญิงให้ผู้อ่านเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันตลอดทั้งเล่มอย่างชัดเจน

          นอกจากนี้ หญิงสาวผู้หวั่นไหวยังเสนอภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ (Patriachy) “มีสถานะเป็นรอง จากรุ่นย่ายายจนถึงรุ่นฉัน คือความเก็บกด” (น.53) หรือผู้หญิงมักเป็นคนขี้อิจฉา ร่านรัก เป็นโสเภณี แสดงถึงเพศที่อ่อนแอ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แต่บทกวีบางส่วนในเล่มกำลังส่งเสียงและโต้กลับระบบชายเป็นใหญ่ด้วยการใช้ภาษาขบถหรือกล้าแสดงออก บอกตรงๆ เช่น “ขบถเอ๋ย บทกวีของท่าน ยวนใจดั่งเสียงสกุณาหนุ่มแรกรุ่น เอาหัวใจและจิตวิญญาณข้าไปเถิด ผ้าชิ้นสุดท้ายก็ด้วย” (น.20) หรือไม่ยอมแพ้ต่อความรัก เช่น “โอบกอดตัวเอง ไว้ในคมมีดของความเงียบ รอจนเลือดท่วมขั้วหัวใจเมื่อไร เรา ผู้หญิง! จะเกิดใหม่อีกครั้ง” (น.56) อีกยังตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมทางเพศ หรือเสียดสี ต่อรองอำนาจแนวคิดและจารีตในสังคมชายเป็นใหญ่ เช่น “และฟังฉันให้ดี บาปของพวกเรา นักล้วงกระป๋า โสเภณี และผู้ลักลอบขายบริการทางเพศ พิโธ่เอ๋ย น้อยกว่าบาปที่เกิดจากการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ และฉ้อฉล ของเหล่าทรราชหลายล้านเท่า” (น.66) หรือ “อีโรติกา! มีไว้สำหรับชายหนุ่ม ผู้ถึงพร้อมด้วยวุฒิภาวะ เท่านั้น” (น.106) หรือ “ช่างเป็นสัตว์! ที่เลี้ยงไม่เคยเชื่อง พวกผู้ชาย” (น. 108)

          แม่น้ำ เรลลี่ ฉลาดร้อยเรียงลำดับเวลาในบทกวีเล่มนี้ จากหญิงสาวผู้หวั่นไหวไปจบที่การเกิดใหม่ในร่างหญิงชราซึ่งผ่านประสบการณ์ที่ตกอยู่ในสภาวะอดทนอดกลั้น จำยอมค้อมก้มให้กับอำนาจที่กดขี่ข่มเหง แต่ก็ไม่ยอมจำนน จนทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาอย่างกล้าแกร่ง มีความคิด มุมมอง และใช้ภาษาเป็นทางออกเพื่อเยียวยาจิตวิญญาณ โดยปลอบประโลมจากข้างใน

                    “เพราะได้เขียน จึงมีข้อผิดพลาด

                    เพราะได้รัก จึงมีบาดแผล

                    เพราะได้ใช้ชีวิต จึงมีความอัปยศ

                    และทั้งหมดที่เอ่ยมานี้

                    ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย (น. 201)

          ข้อความข้างต้น เป็นส่วนท้ายบทกวีปิดเล่มที่สะท้อนให้ผู้อ่านเห็นถึงการตกผลึกวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความคิดให้ลุกขึ้นมาใช้ชีวิต ทั้งรักทั้งใคร่จนได้กลับมาทบทวน เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เลือกทำหรือเขียนนั้น ล้วนคือความจริง ความงาม ความหวัง ความสุข โดยใช้ความรักเป็นแกนหลักของเล่ม เพราะความรักเป็นสากล ให้การเรียนรู้ทางภาษาเป็นอันหนึ่งเดียวกับบทกวี ด้วยจิตวิญญาณที่ใฝ่ฝันถึงการปลดปล่อยพลังของผู้หญิงคนหนึ่ง ถึงผู้หญิงคนอื่นๆ “ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

 

‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’: ความทรงจำแห่งรักใคร (?)

          ‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’ ของแม่น้ำ เรลลี่ เล่มนี้ แม้จะดูเป็นความทรงจำของปัจเจกเกี่ยวกับความสัมพันธ์รักและใคร่ของคนคนหนึ่ง แต่ความน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่างการอ่าน เมื่อ ‘ฉัน’ คือสรรพนามที่ใช้แทนตัวหญิงสาว แต่ในบทวิจารณ์นี้จะขออธิบายเฉพาะ ‘คุณ’ ที่ฉันมักเอ่ยเรียกว่าคือใคร เป็นผู้ชายทั่วไปหรือมีความหมายใดซ่อนอยู่ในถ้อยคำนั้นหรือไม่ เพราะคำว่า ‘คุณ’ ในปัจจุบันเป็นคำสรรพนามใช้เรียกแทนชื่อที่ไม่ได้ระบุเพศแล้ว

                    “คุณคือ “กวี”

                    หรือ “มหาโจร” กันแน่นะ

                    คุณย่องเข้ามาในดวงใจฉัน

                    อย่างเงียบๆ

                    แต่กลับขโมยดวงใจฉันออกไป

                    ได้เงียบยิ่งกว่า!” (น. 16)

          หรือ

                    “แม้ไร้คำเอ่ยลา

                    แต่คุณก็ได้ฝาก “บทกวี”

                    ไว้ในดวงใจฉัน

                    โอ พ่อมดแห่งถ้อยคำ!

                    นักปราชญ์ผู้ลุ่มลึก!” (น. 18)

          ทั้งสองข้อความข้างต้น แม่น้ำ เรลลี่ กำลังบอกว่า ‘คุณ’ เป็นได้ทั้ง กวี, มหาโจร, พ่อมดแห่งถ้อยคำ และนักปราชญ์ผู้ลุ่มลึก ซึ่งต่างเข้ามา ‘ขโมย’ ดวงใจฉัน แล้วก็จากไปโดยไร้คำเอ่ยลา แต่ก็ได้ฝาก ‘บทกวี’ ไว้ในดวงใจ เท่ากับว่าความทรงจำแห่งรักใคร่ที่แม่น้ำ เรลลี่ รู้สึกและสัมผัสได้ ไม่ใช่คุณที่เป็นรูปธรรม แต่เป็นคุณในลักษณะนามธรรม ที่ทำให้ฉันเกิดความผูกพันทางใจมากกว่า

          ผู้อ่านจะเห็นว่า การเข้ามาของ ‘คุณ’ และจากไป ได้ฝาก ‘บทกวี’ เอาไว้ และบทกวียังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ฉันลุ่มหลง เหมือนความรักของหญิงสาวที่มีต่อผู้ชายคนหนึ่ง “พระเจ้าทรงโปรด ถ้าเพียงคุณหายไปจากโลกนี้ ดวงวิญญาณฉันจะได้รับการปลดปล่อย จากความลุ่มหลงเลอะเลือน” (น. 44) และ “ปลดโซ่ตรวนแห่งความสิ้นหวังของฉัน หญิงสาวผู้หลงรัก “บทกวี”” (น. 78)

          ทั้งนี้ ‘คุณ’ เข้ามาและจากไป โดยทำให้ฉันรักบทกวีนั้น ข้อสังเกตคือ ‘คุณ’ ในที่นี้ไม่มีตัวตนจริง ‘คุณ’ เป็นเพียงความฝัน อยู่ในจินตนาการ เข้ามาและจากไปโดยทิ้งร่องรอยของ “บทกวี” เอาไว้เป็นสิ่งแทนค่าหรือยึดเหนี่ยว หรือให้ฝันนั้นกลายเป็นบทกวี เช่น “ความคิดถึงคุณ จะกลั่นตัวและตกผลึก เป็นแสงแดดอุ่น เป็นสายลมสดชื่น เป็นกลิ่นดอกไม้หอม เป็นเสียงนกร้องเพลง และเป็นบทกวีแห่งรุ่งอรุณ” (น. 81)

          อาจกล่าวได้ว่า ความทรงจำแห่งรักใคร่ที่มีต่อคุณผ่านความฝันนั่นคือ “บทกวี” ที่ฉันได้รู้จัก รัก ลุ่มหลง โหยหา “ผู้พร้อมจะเปิดพรหมจารีอันดื้อรั้น ทางจิตวิญญาณของฉัน” (น. 138) เพราะ “ดวงใจแสวงหาของฉัน ยังบินตามหาคุณ คุณผู้ดำรงอยู่ ในอุดมคติ” (น. 133)

          ดังนั้น นอกจากคุณจะอยู่ในฝัน ในจินตนาการ ในอุดมคติ หรือกลายเป็น “บทกวี” ที่ฉันหวังพึ่งพิง เยียวยา เพื่อปลดปล่อยตัวตน และร่วมรักผ่านการเขียนแล้ว คุณยังเป็นเป้าหมายปลายทางแห่งความดี ความงาม ความจริงที่ฉันแสวงหาอีกด้วย เพราะว่า “บทกวี” เป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถยกระดับจิตวิญญาณให้กับฉันได้นั่นเอง

 

โวหารของภาพประกอบและการถอดรหัสความหมาย

 ภาพปกและภาพถ่ายประกอบบทกวีเล่มนี้มีมาลาตี ไชยเด่น เป็นนางแบบ ทำให้นึกถึงบทกวีอีกเล่มหนึ่งชื่อ ‘ปานหยาดน้ำผึ้ง’ (Milk and Honey) ของรูปี กอร์ (Rupi Kuar) นักเขียนชาวแคนาดาเชื้อสายอินเดีย ซึ่งมีภาพประกอบในเล่มเช่นกัน ต่างเพียงเล่มหลังเป็นภาพวาดลายเส้น

          ความโดดเด่นในบทกวีของนักเขียนหญิงทั้งสองคน คือมโนทัศน์สตรีนิยม (Feminism) ที่นำเสนอผ่านเสียงและการใช้ภาษาด้วยเรื่องราวของความรักเป็นแกนหลักเหมือนกัน ต่างเพียงประเภทของภาพประกอบ ซึ่งถูกใช้เป็นสัญญะได้น่าตีความอย่างยิ่ง

 

ภาพที่ 1 จาก ‘ปานหยาดน้ำผึ้ง’ ของรูปี กอร์ (น.19)

 

 ภาพที่ 2 จาก ‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’ ของแม่น้ำ เรลลี่ (น.10-11)

 

 

          หากนำตัวอย่างภาพสองภาพจากบทกวีทั้งสองเล่มมาวางคู่กัน ผู้อ่านจะมองเห็นสัญญะที่กวีต่างพูดถึงบุรุษหรือผู้ชาย โดยสามารถแยกวิเคราะห์ได้ว่า ภาพวาดลายเส้น (ภาพที่ 1) ผู้หญิงนอนเปลือยอก อ้าขาอย่างเปิดเผย แล้วมีภาษา ถ้อยคำ หรือบทกวีวางอยู่ตรงกลางหว่างขาหรือพื้นที่ว่าง กับภาพถ่ายขาวดำ (ภาพที่ 2) ซึ่งมีนางแบบสวมทูพีชนั่งโพสท่า โชว์เอวลอยและเปลือยท่อนขา ต่างสื่อถึงสรีระหรือเรือนร่างของผู้หญิง ทำให้ผู้อ่านตกเป็นผู้จ้องมองภาพนั้นๆ ก่อนที่จะหันมาสนใจพิจารณาภาษา ถ้อยคำ หรือบทกวีอย่างแน่นอน เพราะทั้งภาพวาดลายเส้นและภาพถ่ายต่างแสดงท่าที กิริยายั่วยวนสายตาและอารมณ์ทางเพศ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์เชิงวากยสัมพันธ์ (Syntax) คือ ผู้หญิง-เรือนร่าง-ความปรารถนาทางเพศ เพียงแต่รหัสทางวัฒนธรรมในภาพวาดลายเส้นฝีมือของรูปี กอร์ จะนำเสนออย่างตรงไปตรงมาถึงเสรีภาพทางเพศแบบโลกตะวันตก ส่วนภาพถ่ายที่มีมาลาตี ไชยเด่น เป็นนางแบบ ยังมีเสื้อผ้าแห่งศีลธรรมแบบโลกตะวันออก มียางอาย หรือความเป็นอนุรักษ์นิยมห่มคลุมไว้ แต่ทั้งสองภาพต่างแฝงเร้นความหมายและอุดมการณ์แบบสตรีนิยม ผ่านภาพ ภาษาและเสียงเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ หรือแสดงให้เห็นถึงบทบาททางเพศว่าผู้หญิงยังเป็นวัตถุแห่งความปรารถนาและวัตถุทางเพศสำหรับผู้ชายในสังคมชายเป็นใหญ่ เพราะอย่าลืมว่านักเขียนทั้งสองต่างมีเชื้อสายอยู่ในโลกตะวันออก (อินเดีย, ไทย)

          ดังนั้น โวหารของภาพวาดลายเส้น แม้จะดูหยาบกว่าภาพถ่ายที่ต้องใช้มุมกล้องหรือมองผ่านเลนส์ แต่กลับสื่อความหมายของการอ้าขาว่า ภาษาหรือบทกวีก่อกำเนิดขึ้นมาจากหว่างขา ส่วนภาพถ่ายจะมีแสงเงาเคลื่อนไหว ดูมีมิติหรือเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่กลับไม่สื่อความหมายหรืออารมณ์เท่าใดนัก เช่นเดียวกับภาพถ่ายประกอบอื่นๆ ในเล่ม เช่น ภาพดวงตา (บทกวี ‘ดอกไม้บานที่ปลายดาบ’ น.76-77) เพราะไม่ต้องถอดรหัสใดๆ เมื่อมองดูภาพนั้นจบไปแล้ว

          ทั้งนี้ ไม่ว่าภาพประกอบแบบวาดลายเส้นหรือภาพถ่าย ล้วนมีความหมายอยู่ในตัว แต่เมื่อเทียบกับภาษาหรือบทกวีแล้ว  การสื่อความหมายของภาษาหรือบทกวีสามารถถอดรหัสความหมายได้มากกว่าภาพ เพราะภาษาหรือบทกวีไม่อาจสิ้นสุดลงเมื่ออ่านจบไปแล้ว

          อย่างไรก็ตาม สารที่เป็นภาษากับภาพประกอบแบบลายเส้นนั้นทำหน้าที่เพิ่มเติมสารใหม่ให้แก่ภาพได้ แต่ภาพถ่ายทำได้เพียงถ่ายทอดสารซ้ำกับคำ ภาษา หรือบทกวีที่เสนอว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนไหว ไร้เดียงสา ภาพถ่ายจึงทำหน้าที่สื่อสารอย่างตรงตัว ไร้รหัส ต่างจากภาพวาดลายเส้นจะเป็นภาพที่มีรหัส ให้ถอดรหัส (การนอนอ้าขา, ภาษาหรือบทกวีอยู่ตรงกลางหว่างขา) แม้จะเป็นภาพวาดลายเส้นที่เลียนแบบท่าทางของมนุษย์ก็ตาม แต่การอ้าขาก็ไม่ได้เน้นรูปอวัยวะเพศ กระนั้นผู้อ่านสามารถรับรู้ถึงการแสดงออกของไวยากรณ์ทางเพศของผู้หญิงแล้ว มันจึงเบี่ยงเบนผู้อ่านว่าจะจ้องมองสิ่งใดก่อนหลังระหว่างหว่างขาหรือภาษาซึ่งอยู่ซ้อนทับกันนั่นเอง

          สุดท้าย เมื่อพิจารณาเฉพาะภาพประกอบภาพถ่ายแล้ว มันดูจะสื่อความหมายพ้องกับชื่อเล่ม ‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’ เพราะทั้งแม่น้ำ เรลลี่ และ มาลาตี ไชยเด่น ต่างทำหน้าที่ “บันทึก” ภาษาและภาพในช่วงวัยที่ถูกเวลาตรึงเอาไว้ชั่วขณะหนึ่งของชีวิต อย่างมีนัยที่สัมพันธ์และสอดรับกันว่า

                    “ฉันเขียนบทกวีอีโรติก

                    ไม่ใช่เพราะฉันอยากเปลื้องผ้า

                    ฉันแค่อยากบอกผู้หญิงทุกคนว่า

                    อย่ายอมให้จารีตเรื่องเพศ

                    มากำหนดวิถีความเป็นมนุษย์ของเรา (น. 27)

 

บทกวีอีโรติกกับความโรแมนติกที่ไม่อีโรติก

‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’ ของแม่น้ำ เรลลี่ เล่มนี้มีความอีโรติก (Erotic) ที่ไร้ฉากอีโรติกแบบโจ๋งครึ่ม อาจมีการสวมกอด จูบบ้าง หรือเลี่ยงใช้คำอื่นอย่างมีศิลปะ เท่านี้ก็เป็นการแสดงออกทางภาษากายที่โรแมนติก (Romantic) มากกว่าอีโรติกแบบสอดใส่ ร่วมรักอย่างเห็นภาพชัดเจนอย่างบทอัศจรรย์ในวรรณคดี หรืองานประเภทนวนิยายโรมานซ์ แม้จะมีการใช้คำว่า องคชาติ แต่เป็นเพียงคำเรียกแทนอวัยวะเพศชาย หรือแทนความเป็นชายเท่านั้น

          แล้วความทรงจำแห่งรักเกิดขึ้นได้อย่างไร อย่างที่กล่าวว่าบทกวีเล่มนี้เป็นบันทึกหรืออัตชีวประวัติ ประกอบกับชีวิตจริงของแม่น้ำ เรลลี่ มีสถานะโสด เท่ากับว่า ความรักที่เกิดขึ้นกับ ‘ฉัน’ จึงเป็นเพียงอารมณ์ของช่วงวัยหนึ่งและล้วนเกิดจากจินตนาการหรือความฝันที่มีต่อ ‘คุณ’ เช่น “ฉันบอกตัวเอง ว่ามันไร้สาระ แต่หญิงสาวอีกคนในตัวฉัน กลับรู้สึกพึงพอใจ เธอช่างกล้าหาญ กระทั่งอนุญาตให้คุณ กัดซอกคอฉัน เป็นรูปผีเสื้อ คุณโบยบิน ในหลืบมืดมิด กลางความฝันอันล้ำลึก” (น. 26) หรือคือ ‘บทกวี’ ดังได้อธิบายมาแล้ว เช่น “เปลือยหัวใจและจิตวิญญาณฉัน ด้วยอักษรอ่อนหวาน สุขุม และรุ่มร้อนของคุณสิ! เราจะ “สังวาส” กัน ผ่านความสูงส่งของปรัชญา และความสวยงามของกวีนิพนธ์” (น. 34)

          ทั้งนี้ ความใคร่ที่เกิดขึ้นจากการรักคุณหรือบทกวีในที่นี้ จึงเป็นความใคร่ที่ไม่ได้มีแค่เพียงเพศชายเท่านั้นที่รู้สึก แต่ปรากฏในเพศหญิงที่หมายถึงความต้องการ ความปรารถนาในชีวิตด้วย เช่น “ไม่มีผู้หญิงคนไหน สามารถแย่งคุณไป จากดวงใจฉันได้ ด้วยคุณซ่อนฉันไว้ ในความสวยงามและความรานร้าว ของบทกวีอีโรติก!” (น. 82) และฉันก็อยากใคร่ครวญ ใคร่รู้ และใคร่ที่จะฝันใฝ่ถึงการยกระดับจิตวิญญาณเพื่อเยียวยา ปลดปล่อยตนเองอย่างมีจุดประสงค์ในชีวิต เมื่อ “บทกวีคือ “อิสรภาพ”” (น. 78) นั่นเอง

          ดังนั้น ‘ความทรงจำแห่งรักใคร่’ ของแม่น้ำ เรลลี่ จึงเป็นบทกวีและความเรียงที่ต้องการส่งเสียงของ ‘ฉัน’ หรือผู้หญิงผ่านภาษาแห่งความรัก ความฝัน และความใคร่รู้ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมจารีตกับแนวคิดชายเป็นใหญ่ซึ่งถูกบันทึกจากความทรงจำของช่วงวัยหนึ่งในอดีต ที่ปัจจุบัน ‘ฉัน’ ยังคงเฝ้ามอง และหวังว่าบันทึกเล่มนี้จะเป็นกำลังใจให้กับตนเองและผู้อื่นได้ โดยผู้หญิงก็ต้องกล้าที่จะเปล่งเสียง แสดงพลังของเพศหญิงด้วยเช่นกัน อาจไม่ใช่การพูดออกมาตรงๆ แต่สื่อสารมันผ่านบทกวี

                    เพราะบทกวีคือถ้อยคำของความคิดและความรู้สึก

 

เอกสารอ้างอิง

ชาคริต แก้วทันคำ. (2562). “ปานหยาดน้ำผึ้ง”: การใช้ภาษาและเสียงของรูปี กอร์. เข้าถึงได้จาก
          https://www.matichonweekly.com/in-depth/article_254961

แม่น้ำ เรลลี่ (นามแฝง). (2566). ความทรงจำแห่งรักใคร่. กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์.

รูปี กอร์. (2561). ปานหยาดน้ำผึ้ง [milk and honry]. (พลากร เจียมธีระนาถ, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: Her Publishing.

โรล็องด์ บาร์ตส์. (2538). โวหารของภาพ. (ประชา สุวีรานนท์, ผู้แปล). วารสารธรรมศาสตร์. 21(1): 110-129.

 

 

Visitors: 128,031