Family Comes First:
ว่าด้วยเรื่องรักและผุพังในครอบครัวสู่คนในชาติ
กับคำถามต่อความเป็นมนุษย์
ศรัณย์ภัทร์ บุญฮก

ว่ากันว่า “ครอบครัว” เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความผูกพัน แต่นั่นอาจไม่จริงเสมอไป...
Family Comes First: ด้วยรักและผุพัง เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทลายภาพจำนั้นลงพร้อมแสดงอีกแง่มุมหนึ่งของความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง รวมเรื่องสั้นเจ้าของรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2566 โดยนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์เล่มนี้บรรจุเรื่องสั้นอันเข้มข้น 11 เรื่อง ซึ่งต่างตีแผ่ปมปัญหาของครอบครัวคนจีนโพ้นทะเลในสังคมไทย โดยใช้ประเพณีของครอบครัวคนจีนเป็นแกนกลางความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมต่อการมีลูกชายมากกว่าลูกสาว ปัญหาระหว่างสะใภ้กับแม่สามี ฯลฯ แม้ดูเหมือนว่า เรื่องเหล่านี้จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่ความโดดเด่นของเรื่องสั้นชุดนี้ คือ กลวิธีการเล่าเรื่องอันหลากหลายและบาดลึกซึ่งช่วยเผยให้เห็นบาดแผลจาก “ประเพณีที่ดีงาม” อันแปรเปลี่ยนจากความรักสู่ความผุพัง
ยิ่งเมื่อวาง Family Comes Firstในบริบทการเมืองและสังคมไทยร่วมสมัย ผู้วิจารณ์เห็นว่า ปมปัญหาจากระดับครอบครัวยังสามารถแสดงภาพใหญ่ของประเทศไทยในยุคทศวรรษ 2560 ด้วย โดยเฉพาะช่วงเวลาในการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2564 กล่าวคือ เรื่องสั้นชุดนี้แสดงการปะทะกันของคนต่างรุ่น ต่างเพศ ต่างวัย อันสอดคล้องกับขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน การเติบโตของการเมืองของ “คนรุ่นใหม่” และการปะทะกันระหว่างรุ่น (generation clash) ซึ่งวัยกลายเป็นปัจจัยทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน (Baker and Pasuk 2022: 329) ครอบครัวใน Family Comes Firstเปรียบประหนึ่งอุปลักษณ์ของชาติ และการต่อสู้และต่อรองในเรื่องสั้นชุดนี้ได้ฉายภาพปมปัญหาเหล่านั้น และยังได้นำผู้อ่านไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตและความเป็นมนุษย์
ในบทวิจารณ์นี้ ผู้วิจารณ์จึงจะอ่าน Family Comes First ควบคู่ไปกับบริบทการเมืองและสังคมไทยดังกล่าวผ่าน “การเมืองวัฒนธรรม” (cultural politics) อย่างเรื่องเพศและวัย โดยมุ่งเน้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (power relationship) เพื่อชี้ให้เห็นว่า Family Comes Firstเขียนโต้กลับอำนาจ ทั้งระดับครอบครัวและระดับชาติที่สถาปนาผ่าน “ประเพณีอันดีงาม” เพื่อแสดงสายสัมพันธ์อันหล่นหาย ไปจนถึงคำถามต่อการเป็นมนุษย์ แต่เรื่องสั้นชุดนี้ก็ยังแสดงความหวังที่ความรักและความผูกพันยังงอกเงยขึ้นได้อยู่เช่นกัน
ด้วยรัก (?) และผุพัง : สายใยที่หล่นหายกับสัมพันธภาพที่ยากจะหวนคืน
ปมหลักในเรื่องสั้นใน Family Comes First คือ การสร้างความรักแบบมีเงื่อนไข โดยใช้ประเพณีของครอบครัวคนจีนมาปิดกั้นสายสัมพันธ์ ก่อนจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขา ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ เรื่องสั้น “หลานชายคนโปรด” เรื่องนี้เล่าถึงลุง ๆ ป้า ๆ ซึ่งหลงหลานชายคนเล็ก เพราะ “ทุกครั้งที่พวกเขามองหลานชายเติบโตอย่างดงามจนเกือบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ในความคิดของแต่ละคนก็จะจินตนาการปั้นแต่งถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับหลานรักคนนี้ไปต่าง ๆ นานา” (น.108) แต่เมื่อหลานชายเขาเปลี่ยนไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ภาพที่พวกเขาวาดไว้ล่มสลายลง พวกเขาจึงเริ่มสงสัยว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่หลานชายของพวกเรา พวกเขาจึงยกขบวนไปบุกบ้านของน้องเพื่อทวงถามความจริงว่า “นี่ไม่ใช่หลานพวกฉัน ... พวกแกฆ่าลูกแล้วเอาใครมาแทนเป็นลูกใช่มั้ย” (น.124) พวกเขาหารู้ไม่ว่า ผลจากการกระทำนั้น คนที่ถูกฆ่าไม่ใช่หลานชาย แต่กลับกลายเป็นพ่อแม่ เพราะ “จู่ ๆ พ่อแม่ก็เอาแต่พูดว่าผมไม่ใช่ลูกของพวกเขา ... ผมเลยคิดว่าพวกเขาคงไม่อยากได้ผมเป็นลูกแล้ว ผมก็เลยไม่อยากได้พวกเขาเป็นพ่อแม่ผมแล้วเหมือนกัน” (น.127) จากคำให้การของหลานชาย ลุง ๆ ป้า ๆ จึงสรุปว่า “กรรมเวรอะไรก็ไม่รู้” (น.128) “น้องคงกดดันหลานมากไป” (น.128) “พวกเราพยายามทำดีที่สุดแล้วล่ะ” (น.129) และ “ยังดีนะที่ลูก ๆ ของพวกเราไม่เป็นแบบนี้” (น.129)
“หลานชายคนโปรด” ตั้งคำถามกับความรักจากผู้ใหญ่ว่านั่นเรียกว่าความรัก หรือเป็นเพียงความคาดหวังที่นำภาพอุดมคติของตนไปทาบทับ พร้อมกับใช้ “ความตาย” ในเชิงสัญลักษณ์ว่า เมื่อเด็กคนนี้หลุดจากกรอบ “เด็กดี” แล้ว ความรักก็ได้แห้งเหือดไปเช่นเดียวกับความตายของหลานชายคนโปรดใช่หรือไม่ จากนั้นความตายในเชิงสัญลักษณ์ได้กลายไปเป็นการกระทำปิตุฆาตและมาตุฆาต โดยความตายในแง่นี้ไม่ได้เพียงสั่นสะเทือนสายใยในครอบครัว แต่แสดงแรงระเบิดของผู้ที่ถูกกดทับมาอย่างยาวนานในนามของความรัก ขณะเดียวกัน เรื่องนี้แสดงภาพความเหลวไหลไร้สาระ (absurd) ของตรรกะของลุง ๆ ป้า ๆ ที่เชื่อว่าหลานชายถูกฆ่า และลอยอยู่เหนือปัญหามาโดยตลอดเพื่อสื่อถึงการกดทับทางอำนาจถึงสองระดับ จากพี่สู่น้อง และจากพ่อแม่สู่ลูก และแสดงแรงอัดต่อคนที่มีอำนาจน้อย ส่วนผู้มีอำนาจกลับลอยตัวภายใต้คำว่าด้วยรักและหวังดี
Family Comes Firstยังได้แสดงสายใยที่หล่นหายในครอบครัวคนจีนผ่านประเด็นเรื่องเพศ โดยเฉพาะลูกสาว ดังที่พบในเรื่องสั้น “น้ำตกใจสลาย” เรื่องนี้เล่าถึงหัวใจที่แตกสลายของแม่ซึ่งลูกชายพลัดตกลงในน้ำตกไปเมื่อยี่สิบปีก่อน และต้องใช้ชีวิตที่เหลือกับลูกสาว โดยเล่าเรื่องผ่านลูกสาวที่ใจสลายไม่แพ้กัน เพราะ “ฉันไม่แน่ใจนักว่าแม่เคยบอกรักฉันบ้างหรือเปล่า ส่วนใหญ่แม่จะพูดว่า ขอบคุณ ... แต่กับน้องชาย ฉันจำได้แม่นว่าแม่มักพูดอยู่เสมอ ว่ารักเขามาแค่ไหน” (น. 201) เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อตำรวจแจ้งข่าวแม่ว่าพบโครงกระดูกของลูกชายแล้ว ข่าวนี้ได้สะกิดแผลทั้งของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ แม่สูญเสียความทรงจำเฉียบพลัน โดย “แม่จะยังจำน้องชายได้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน สำหรับฉัน เห็นได้ชัดว่าตอนนี้กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าสำหรับแม่” (น.216) แม่เอาแต่ถามว่า “นี่ใคร แน็กไปไหน” ลูกสาวจึงเปลี่ยนจากเรียก “ม้า” มาเป็น “คุณป้า” แทน “เพราะในความทรงจำของแม่มีเพียงน้องชายของฉันเพียงคนเดียว” (น.218)
เห็นได้ชัดว่า “น้ำตกใจสลาย” ตั้งคำถามต่อความรักในครอบครัวคนจีนที่รักลูกชายมากกว่าลูกสาว ผ่านการสร้างภาวะไร้ตัวตนของฝ่ายหลัง โดยใช้ความทรงจำเสื่อมของแม่เพื่อตอกย้ำความรักต่อลูกชาย ว่าความรักนั้นยังแจ่มชัด แม้เขาจากไปแล้ว ขณะที่อีกคนแม้มีชีวิตอยู่ ก็ถูกลบเลือนไป เรื่องสั้นนี้ยังจงใจไม่ระบุชื่อของลูกสาวซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง ขณะที่เราได้รู้จักชื่อของลูกชายอยู่โดยตลอด การสร้างภาวะความจำสื่อยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกสาวขาดสะบั้นลง ดังเช่นการเปลี่ยนสรรพนามและคำถามว่า “เธอเป็นใคร”
ทั้งนี้ เมื่อน้ำตกเป็นปมขัดแย้งหลักของเรื่อง ผู้แต่งได้ใช้ฉากนี้อีกครั้ง โดยให้ลูกสาวพาแม่กลับไปยังจุดเกิดเหตุ ก่อนที่เรื่องจบอย่างไม่คาดฝันเมื่อ “ฉันกระชับอ้อมกอดให้แน่น ก่อนออกแรงเหวี่ยง” (น.220-221) ซึ่งอนุมานได้ว่า การที่ลูกสาวได้พาแม่กลับไปและเหวี่ยงแม่ลงน้ำตกเพื่อตามลูกชายที่แม่รักไป ในอีกแง่หนึ่ง ก็คือ การปิดฉากหน้าที่ระหว่างแม่กับลูกสาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้แม่จะจำขึ้นลูกสาวได้ “แล้วแม่ก็เรียกชื่อฉัน... ขอบคุณนะ แม่บอกฉัน” (น.220) แต่คำขอบคุณสุดท้ายของแม่ได้ยืนยันความคิดของลูกสาวว่า “เป็นภาระหน้าที่มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกที่แท้จริง” (น.214)
ดังนั้น “น้ำตกใจสลาย” จึงไม่ต่างจาก “หลานชายคนโปรด” ที่จบด้วยความตายของพ่อแม่ด้วยน้ำมือลูก แม้ทั้งสองเรื่องได้เล่าด้วยมุมมองและความรู้สึกที่แตกต่าง แต่ก็ต่างเสนอปัญหาของสังคมไทยระหว่างคนต่างรุ่นที่ค่านิยมและกรอบทางสังคมของคนรุ่นหนึ่งได้ส่งผ่าน กดดันและสร้างบาดแผลทางใจต่อคนรุ่นใหม่ ก่อนจบลงด้วยการระเบิดออกของผู้ถูกกดทับจนถึงขั้นลุกขึ้นมา “ถอนราก” ของตนเอง
ในนามของประเพณีและความดีงาม : จากครอบครัว การเมืองสู่คำถามต่อความเป็นมนุษย์
Family Comes Firstไม่เพียงแต่วิพากษ์ประเพณีซึ่งสะท้อนโครงสร้างอำนาจการเมืองและสังคมไทย แต่ได้สะเทือนถึงความเป็นมนุษย์ เรื่อง “ผู้ให้กำเนิด” เป็นตัวอย่างที่ดีที่นำเสนอการกดทับต่อผู้หญิงจากระบอบชายเป็นใหญ่ ผ่านพันธนาการของลูกสะใภ้ต่อการผลิตบุตรชาย เรื่องนี้เปิดฉากให้เห็นหญิงสาวนอนแช่ในอ่างน้ำนมพร้อมโซ่ตรวน โดย “ชีวิตที่เคยเติบโตอยู่ในท้องของเธอ ตอนนี้ถูกเคลื่อนย้ายไปที่อื่นเสียแล้ว” (น.95) ซึ่งเหตุการณ์นี้วนเวียนมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะแม่สามีบงการว่า “ผู้หญิง เก็บไว้ก็ไร้ค่า” (น.98) เรื่องเล่าว่าหล่อนสลบไปและตื่นอีกครั้งบนเตียงในอีกห้อง แม่สามีได้พาลูกชายมาเพื่อร่วมรักกับหล่อน แต่ “มีเพียงเสียงกระทบของผิวกาย เขาและเธอไม่ได้มองหน้ากัน ความรู้สึกและอารมณ์ถูกทำให้เงียบใบ้ ...ทั้งสองเหมือนเครื่องจักรที่ถูกเปิดสวิตช์ แล้วทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย” (น.101) ก่อนที่แม่สามีกล่าวว่า “คราวนี้ขอให้ได้ลูกชายแล้วกัน” (น. 102) และ “อีกเก้าเดือนเจอกันใหม่” (น.102) พร้อมทิ้งหล่อนไว้ในอ่างน้ำเช่นตอนแรก
พันธนาการของลูกสะใภ้ในเรื่องนี้นำเสนอผ่าน 2 พื้นที่ คือ ห้องโล่งกว้างที่มีอ่างน้ำกับอีกห้องที่มีเพียงเตียง ขณะที่อ่างน้ำนมเป็นพื้นที่แห่งการกำเนิดบุตร เตียงคือพื้นที่แห่งการสืบพันธุ์ การเลือกใช้เพียงสองพื้นที่ตลอดทั้งเรื่องนี้สะท้อนการกดทับของระบอบชายเป็นใหญ่ที่ได้ลดทอดความซับซ้อนของชีวิตผู้หญิงให้เหลือเพียงสองหน้าที่ และน่าสนใจด้วยว่า คู่ขัดแย้งหลักในระบอบนี้กลับไม่ใช่สามีกับหล่อน แต่เกิดจากการกดขี่โดยผู้หญิงด้วยกันเอง โดยผู้หญิงได้น้อมรับอุดมการณ์ชุดนี้ และฉวยใช้อำนาจเพื่อกดขี่ผู้หญิงด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้ ยิ่งไปกว่านั้น “ผู้ให้กำเนิด” ตั้งคำถามที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ว่า แท้จริงแล้วคุณค่าของเรานั้นอยู่ที่ใด หากคุณค่าชุดนั้นผูกติดกับภารกิจบางอย่าง หากภารกิจนั้นไม่สำเร็จ เรายังมีคุณค่าอยู่หรือไม่ โดยฉากการร่วมรักที่ต่างคนต่างทำหน้าที่อย่างไร้จิตใจช่วยขับเน้นว่า ความรู้สึกและจิตใจของมนุษย์ได้กลืนกลายไปไม่ต่างจากจักรกลผลิตทายาท พร้อมกับสร้างผู้หญิงเป็นเพียง “ผู้ให้กำเนิด” บนสายพานของประเพณี แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นแม่ หากเด็กที่กำเนิดมาไม่ใช่เพศชาย
คู่ขัดแย้งระหว่างการยึดถือประเพณีกับความดำรงความเป็นมนุษย์ยังได้ปรากฏผ่านการใช้สีแดง ซึ่งโดยปกติหมายถึงสีมงคลของชาวจีน แต่ผู้แต่งได้แปลงความหมายใหม่ ดังในเรื่อง“งานเฉลิมฉลองสีแดง” สีแดงในงานเฉลิมฉลองมาพร้อมกับคาวเลือดและความตาย เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าถึงเหตุการณ์วันมงคลประจำปีผ่านเด็กชาย ซึ่งปีนี้เป็นปีพิเศษ พ่อแม่จึงพาเขาเข้าร่วมพิธีในศาลเจ้ายามค่ำคืนเป็นครั้งแรก เรื่องบรรยายถึงสีแดงที่ปรากฏทุกหย่อมหญ้า “กลุ่มคนในชุดแดงจากซอยต่าง ๆ มาบรรจบกันที่ถนนใหญ่และเริ่มรวมตัวเป็นเส้นเดียว จากมุมสูงดูจะเหมือนโลหิตที่ไหลหล่อเลี้ยงไปตามหลอดเลือด” (น.70) การเปรียบเทียบสีแดงเหมือนเลือดเกริ่นการณ์ไปสู่เลือดจริงในเวลาต่อมาเมื่อพิธีกรรมในศาลเจ้าเริ่มขึ้น เรื่องได้บรรยายถึงชายชุดขาวคนหนึ่งซึ่งถูกตรึงไว้กับเสลี่ยง เพราะเขาถูกตราหน้าว่าเป็น “คนบาป” จากนั้นผู้นำพิธีได้เชื้อเชิญให้ผู้ร่วมพิธีในชุดแดง “ใช้มีดพร้าเล่มนี้เฉือนไปตามร่างกายของคนบาป ให้เขาเปล่งเสียงร้องให้ดังที่สุด เพราะเสียงของคนบาปจะขับไล่สิ่งอัปมงคลและโชคร้ายต่าง ๆ ออกไป” (น.76) จากนั้นเรื่องได้บรรยายภาพพิธีที่เหล่า “คนดี” เรียงกันเฉือนร่างชายคนนั้นอย่างเรียบเฉย เงียบสงบ ตัดกับเสียงโหยหวน และเมื่อชายคนนั้นจะสิ้นลม ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สิ่งร้าย ๆ หายไปในวันนี้ ต่อไปให้มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา” (น.88)
การทารุณจนนำไปสู่ความตายของ “คนบาป” ในนามของประเพณีอันดีงามนี้ตีความได้สองระดับ ประการแรก คือ การวิพากษ์การเมืองไทยร่วมสมัยผ่านกระบวนการสร้างปิศาจร้าย (demonisation) โดยเรื่องนี้ได้บรรยายให้เห็น “คนบาป” ที่ถูกมัดมือเท้าและปิดปากให้ไม่มีสิทธิ์ได้อุทธรณ์ ขณะที่คนอื่นสถาปนาตนเป็น “คนดี” ผู้มีหน้าที่ขจัดคนชั่ว เพื่อนำความสวัสดีและมงคลสู่สังคม อันสะกดให้ “ทุกคนลงมืออย่างเฉยชาทว่าแม่นยำ... ราวกับว่าไม่ได้เพิ่งใช้มีดลงมือทำร้ายคนที่ไม่รู้จักหรือแค้นเคืองกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน” (น.79) การอนุญาตให้ความรุนแรงและการฆ่าคนตายในนามความดีนี้เองสามารถเชื่อมโยงกับการเมืองไทย โดยเฉพาะการเมืองเรื่อง “คนดี” ขึ้นมาจัดการกับ “คนเลว” ซึ่งเห็นได้หลายยุคหลายสมัยในหน้าการเมืองไทยเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา ฯ มาจนถึงการรัฐประหารและการชุมนุมทางการเมืองในเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา
อีกประการหนึ่ง การใช้ประเพณีที่ขัดแย้งกับมนุษยธรรมได้ตั้งคำถามถึงความเป็นคนของเรา เพราะแม้คนกำลังจะตายอยู่ตรงหน้า ทว่า “ตอนนี้ทุกคนในสถานที่นี้มีรอยยิ้มแบบเดียวกัน รอยยิ้มของคนที่ภาคภูมิในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำ” (น.76) เมื่อถึงตาเด็กชายต้องลงมีด ฉากนี้นับว่าสำคัญให้เลือกระหว่างการ “สืบทอด” หรือ “หยุดยั้ง” เขาได้ถามขึ้นว่า “ทำไมเราต้องฆ่าเขาด้วยละม้า” (น.82) และคำตอบที่ได้จากแม่คือ “ผู้ชายคนนี้เป็นคนไม่ดีนะลูก” (น.82) ก่อนเขาจะเงื้อมีดกรีดแทงชายคนนั้นและประเพณีที่ดีงามนั้นได้ดำเนินสืบไป
การใช้ตัวละครและการเล่าเรื่องผ่านเด็กชายนับว่าสำคัญอย่างมากต่อการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมทางการเมืองและความเป็นมนุษย์ เพราะเมื่อเด็กเป็นตัวแทนของ “ผ้าขาว” ได้เผชิญหน้ากับ “สีแดง” คือเลือด ความรุนแรงและความตายนั้น เรื่องได้แสดงให้เห็นทางเลือกว่า ผ้าขาวจะยังเป็นผ้าขาวอยู่ได้หรือไม่ ก่อนที่ท้ายที่สุด การลงมีดของเด็กชายเหมือนการการก้าวผ่านวัย (coming of age) ที่สีแดงได้กลืนกินผ้าขาวให้ไม่ต่างจาก “คนพวกนั้น” เพราะในตอนจบ “เขารู้สึกถึงความพองโตในอก... สี่คนพ่อแม่ลูกเดินเคียงกันอย่างสุขใจท่ามกลางฝูงชน เสียงหัวเราะ งานเฉลิมฉลอง และแสงไฟสีแดงวาวโรจน์” (น.91) กล่าวได้ว่า มนุษยธรรมของผู้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนดีได้เลือนหายเหมือนงานเฉลิมฉลองที่เลิกรา ความตายคนบาปได้ถูกฉวยใช้ให้กลายเป็นความมงคลและความสุขสันต์ ซึ่งได้ตั้งคำถามใหญ่กลับมาสู่ผู้อ่านว่า ผู้ใดกันแน่คือ “คนบาป”
จากความผุพังสู่ความผูกพัน : การซ่อมความสัมพันธ์และการสร้างความหวังบนซากที่แตกสลาย
แม้ดูเหมือนว่า Family Comes First ส่งสารที่หนักผ่านกลวิธีที่หน่วงอยู่ตลอด แต่รวมเรื่องสั้นชุดนี้ยังคงมีพื้นที่ให้ความหวังงอกงามบนความแตกสลาย เรื่องสั้น “ถ้อยคำที่ร่วงหล่น” เป็นตัวอย่างที่ดีที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ซึ่งกำลังเผชิญภาวะสมองเสื่อมกับลูกชายที่ต้องคอยดูแล เรื่องนี้ใช้การร่วงหล่นของตัวอักษรภาษาจีนเหมือนใบไม้ร่วงจากตัวแม่มาเป็นสัญลักษณ์ ผ่านการเฝ้ามองของลูกชาย อันตีความได้ถึงการร่วงโรยของคนรุ่นพ่อแม่ และรากวัฒนธรรมเดิมที่คุ้นเคยค่อย ๆ หล่นหายไปในโลกสมัยใหม่ เรื่องนี้เสนอให้เห็นว่า ความมีตัวตนของเรานั้นผูกโยงกับวัฒนธรรรมบางอย่าง เมื่อสิ่งนั้นเลือนหายไปก็ทำให้ภาวะไร้ตัวตน ดังที่ “ชีวิตของแม่หลุดลอยเงียบเชียบเหมือนตัวอักษรที่ร่วงหล่นจากกายอย่างไร้สุ้มเสียง” (น.56) ประเด็นนี้ก็อาจเชื่อมโยงกับการเมืองและสังคมไทยที่คนรุ่นเก่าพยายามรั้งอดีตไว้เพื่อรักษาตัวตนไม่ให้หล่นหายไป
อย่างไรก็ดี ความเจ็บป่วยไปจนถึงการจากไปของแม่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างโลกของแม่กับลูกชายเข้าด้วยกัน โดยตัวบทได้ยกตัวอักษรภาษาจีนจากร้อย สิบ เก้า ถึงศูนย์มาวางเรียงเพื่อแทนความทรงจำชุดสุดท้ายก่อนที่แม่จะลืมภาษาจีนเหล่านั้นไปหมดสิ้น ภายหลังงานศพ เรื่องได้ตัดภาพไปที่ลูกชาย เขาหยิบหนังสือแบบเรียนซึ่งแม่เคยใช้เพื่อทบทวนความจำเกี่ยวกับภาษาจีนนั้นขึ้นมา และตัวบทยกการนับเลขในตัวอักษรจีนมาใช้อีกครั้ง แต่เป็นการนับจากหนึ่ง และค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ โดย “ในความเงียบ เสียงของผมที่โต้ตอบกับเสียงของแม่ในความคิดยังดำเนินสืบไป” (น.57) เห็นได้ว่า การนับถอยหลังและการเริ่มต้นนับหนึ่งหมายถึงการสวนทางกันของคนสองรุ่น แต่ในเวลาเดียวกัน ตอนจบได้ใช้สัญลักษณ์ของการเรียนรู้กันระหว่างคนต่างรุ่นผ่านบทสนทนาที่การถักทอจากความผูกพันและความทรงจำระหว่างแม่กับลูก
ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก ในเรื่องสั้น “พี่สาวของผม” ได้นำเสนอความผูกพันระหว่างพี่สาวกับน้องชายแทนความผุพังในครอบครัวที่ผู้ใหญ่ก่อไว้ “พี่สาวของผม” ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของน้องชายให้เห็นบาดแผลของพี่สาว และระยะห่างระหว่างพี่น้อง “ผมรู้สึกว่า พ่อแม่และอาม่าโอ๋ผมเยอะ แล้วก็ไม่ค่อยใจดีกับพี่ ผมยังอยากให้พ่อแม่ใจดีกับผมเยอะ ๆ เหมือนเดิม แต่อยากให้ใจดีกับพี่มากขึ้นเหมือนกัน เพราะยังไง ผมก็รักพี่ แต่พี่ไม่น่าจะรักผมเท่าไหร่” (น.224) การเลือกปฏิบัติต่อลูกสาวผลักดันให้เธอเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด จากนั้นเธอไม่เคยติดต่อกลับและหวนกลับมาบ้านอีกเลย กระทั่งเธอพลาดพลั้งและหอบหิ้วลูกชายกลับมาในเช้าวันหนึ่ง เวลานั้นเอง ครอบครัวได้ให้อภัยและโอบรับลูกสาวกลับมา
“พี่สาวของผม” แสดงช่องว่างระหว่างน้องชายและพี่สาวเป็นพิเศษ ก่อนเปิดพื้นที่ให้สองพี่น้องได้ช่วยเหลือกันในยามที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับ และกลายเป็นความผูกพันที่งอกงามจากความผุพังในอดีต เรื่องได้สร้างให้หลานชายเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองพี่สอง โดยหลานชายหน้าละม้ายน้าชายเหมือนเป็น “เงา” กันและกัน เพื่อแสดงสายใยที่ตัดไม่ขาดระหว่างพี่น้องที่ส่งต่อไปยังอีกรุ่น โดยภายหลังความตายของพ่อแม่เหมือนเป็นการแสดงถึงการสิ้นสุดของเรื่องราวในอดีต เพราะ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยคุยกันถึงวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูเรา ... มีประโยชน์อันใดที่จะพูดถึงสิ่งเหล่านั้นตอนนี้ ... เมื่อมันไม่ได้อยู่ในชีวิตเราอีกต่อไป แล้วคำพูดทั้งหลายจะกลายเป็นเพียงเสียงแผ่วเบา ในห้องกว้างไร้ก้นที่เรียกว่าจิตใจ รอวันถูกลบเลือนก็เท่านั้น” (น.244) ดังนั้น เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ต่างจากเรื่อง “ถ้อยคำที่ร่วงหล่น” ซึ่งความตายเป็นจุดเริ่มต้นของหวนกลับมาสร้างความสัมพันธ์กันใหม่ ผ่านการเติบโตขึ้นของชีวิตใหม่ และการเลือกลืมอดีตของคนอีกรุ่นเพื่อก้าวต่อ
Love comes First: เปลี่ยนประเพณีที่ผุพังด้วยรักและผูกพัน
โดยสรุปแล้ว Family Comes Firstวิพากษ์ปมปัญหาในครอบครัวของคนจีน ด้วยการคลี่ปัญหาจากเรื่องราวที่จริงยิ่งกว่าจริงของครอบครัวคนจีน ไปสู่เรื่องราวเหนือจริงที่น่าสะพรึงขวัญ ผู้เขียนขยี้ปมเหล่านั้นโดยให้ประเพณีกลายเป็นโซ่ตรวน คมมีดและปิศาจร้ายอันตอกตรึง กรีดแทงและกลืนกินผู้คนในระบบนี้ ปมปัญหาในครอบครัวก็ยังสื่อถึงการยื้อยุดกันระหว่างคนต่างรุ่น ไม่ต่างจากการเมืองไทยร่วมสมัย โดยนำเสนอถึง “ผู้ใหญ่” ที่ได้ถือครองความหมายของความดีงาม พร้อมกับแสดงผลกระทบต่อคนอีกรุ่น ที่บ้างก็เอาคืน หรือไม่ก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทุกฝ่าย กล่าวได้ว่า Family Comes Firstกระตุ้นให้ผู้อ่านฉุกคิดถึงราคาที่ต้องจ่าย และสิ่งที่ต้องแลกมาเมื่อยึดประเพณีเป็นศูนย์กลาง ที่นำไปสู่ความล่มสลายของครอบครัว และแม้แต่ความเป็นคนของเราก็อาจไม่หลงเหลือเช่นกัน แต่ในเวลาเดียวกันนั้น Family Comes First ยังเหลือความหวังไว้ โดยใช้ “ความรักนำ” หาใช่ “อำนาจนำ” มาเปลี่ยนจาก Family Comes First สู่ Love Comes First เพื่อ
กอบกู้ “รักและผุพัง” ให้ “รักและผูกพัน” เกิดขึ้นได้ ซึ่งแม้บางครั้งอาจต้องงอกเงยบนซากที่แตกสลายก็ตาม
แหล่งอ้างอิง
นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์. 2566. Family Comes First: ด้วยรักและผุพัง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: แซลมอน.
Baker, Chris and Pasuk Phongpaichit. 2022. A History of Thailand. 4th Edition. Cambridge: Cambridge University Press.