Wandering Earth: ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์กับการนำเสนอทางรอดของมนุษย์ในวันสิ้นโลก
รัชกฤช วงษ์วิลาศ

ปฏิบัติการฝ่าสุริยะ หรือ Wandering Earth (ชื่อต้นฉบับภาษาจีน: 流浪地球) เป็นภาพยนตร์จีนแนววิทยาศาสตร์ที่ออกฉายใน ค.ศ. 2019 โดยดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของหลิวฉือซิน (Liu Cixin) นักเขียนวรรณกรรมแนววิทยาศาสตร์ชาวจีนผู้มีชื่อเสียงระดับโลก หลิวมีผลงานที่ได้รับการแปลไปในหลายภาษาและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น ดาวซานถี่: อุบัติการณ์สงครามล้างโลก (The Three-Body Problem) นวนิยายวิทยาศาสตร์ไตรภาค ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นซีรีส์ทาง Netflix เป็นต้น
Wandering Earth นำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและการแสวงหาทางรอดของมนุษย์ ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยที่พระอาทิตย์กำลังเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วและกำลังจะขยายตัวมากลืนกินโลก ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องคิดหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ โครงการ “โลกเร่รอน” (Wandering Earth) จึงถือกำเนิดขึ้น โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์พาโลกเคลื่อนออกจากระบบสุริยะจักรวาลเดิม ไปสู่ระบบสุริยะจักรวาลใหม่ โดยต้องใช้เวลาดำเนินโครงการยาวนานถึง 2,500 ปี หรือ 100 ชั่วอายุคน ภัยพิบัติที่จะนำโลกไปสู่จุดจบได้ทำให้เกิดความร่วมมือของมวลมนุษยชาติขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐบาลโลกซึ่งเป็นความร่วมมือทางการเมืองจากหลากหลายชาติถูกจัดตั้งขึ้น มนุษย์ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อสร้าง “เครื่องยนต์โลก” (earth engine) ขึ้นมาสำหรับขับเคลื่อนโลกออกจากบ้านหลังเดิมไปสู่บ้านหลังใหม่ ทั้งยังสร้างเมืองใต้ดินขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของตนระหว่างที่โลกกำลังสัญจรไปเนื่องจากพื้นผิวโลกจะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้ส่งยานอวกาศนำทางพร้อมวิศวกรและนักบินอวกาศจากนานาชาติอีกหลายร้อยชีวิตขึ้นไปทำงานบนอวกาศ เพื่อควบคุมทิศทางการโคจรของโลกให้เป็นไปตามแผนการ โครงการดำเนินไปได้ด้วยดี กระทั่งในปีที่ 17 ของโครงการ โลกที่อาศัยแรงดึงดูดอันมหาศาลของดาวพฤหัสบดีเป็นเครื่องมือช่วยเร่งความเร็วให้เคลื่อนตัวออกจากที่ตั้งเดิมนั้น กลับจะพุ่งเข้าชนกับดาวพฤหัสบดีเสียเอง หลิวฉี่เด็กหนุ่มชาวจีนและพรรคพวกจึงต้องร่วมมือกับหลิวเผยเฉียงพ่อของเขาผู้ทำงานเป็นนักบินอวกาศบนยานนำทางช่วยกันนำพาโลกให้รอดจากวิกฤตครั้งนี้
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอทางรอดของมนุษย์ในวันสิ้นโลกไว้หลากแง่มุม หลายประเด็น ทั้งเรื่องอุดมการณ์ทางสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ตลอดจนการใช้เหตุผลและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ดังที่จะวิเคราะห์ให้เห็นต่อไป
แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว: “ความฝันจีน” กับจินตนาการวันสิ้นโลก
วรรณกรรมหรือภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์มักถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับโลกอนาคตในแง่มุมต่างๆ ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกินกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่จริงในโลกปัจจุบันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในงานกลุ่มนี้ ภาพยนตร์เรื่อง Wandering Earth เองก็มีองค์ประกอบที่กล่าวถึงนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใต้ดิน ยานอวกาศนำทาง เครื่องยนต์โลก อุปกรณ์แปลภาษาซึ่งทำหน้าที่แปลภาษาได้ถูกต้องครบถ้วนไร้ที่ติ รวมถึง “มอส” ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บนยานอวกาศนำทางที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษานักบินอวกาศ ทั้งยังมีความสามารถในการคำนวณสิ่งต่างๆ เป็นเลิศ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง งานแนววิทยาศาสตร์จำนวนมากก็มักใช้โลกที่เสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม หรือโลกในยุคที่อารยธรรมมนุษย์ใกล้ล่มสลายเป็นฉากสำคัญในการดำเนินเรื่อง เฉกเช่นโลกที่กำลังวิ่งหนีการกลืนกินของดวงอาทิตย์ จนกระทั่งถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และมนุษย์ต้องหนีลงไปอาศัยอยู่ใต้ดินใน Wandering Earth นั่นเอง
แม้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของตรรกะเหตุผลจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ แต่ถึงอย่างไรภาพยนตร์ก็เป็นงานศิลปะแห่งการเล่าเรื่องและไม่อาจแยกขาดจากชุดอุดมการณ์ในสังคมของผู้ผลิตงานภาพยนตร์ได้ ดังนั้น ในฐานะภาพยนตร์วิทยาศาสตร์สัญชาติจีน Wandering Earth จึงเป็นเครื่องส่องสะท้อนอุดมการณ์ หรือ “ความฝันจีน” ออกมาอย่างเด่นชัด อุดมการณ์หรือความฝันดังกล่าวคือสิ่งที่เรียกว่า “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ที่ศึกษาภาษา วัฒนธรรม และสังคมจีนว่า จีนนำเสนอความเป็นสังคมพหุชาติพันธุ์และพหุวัฒนธรรมของตนอย่างเปิดเผย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลจีนมักต้องเผชิญปัญหาความขัดแย้งที่มาจาก “ผู้ไม่สยบยอม” ต่ออำนาจส่วนกลางอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังมีข่าวจำนวนหนึ่งที่นำเสนอเกี่ยวกับนโยบายที่รัฐบาลกลางใช้กดปราบ “ผู้ไม่สยบยอม” กลุ่มต่างๆ ด้วยความรุนแรง ด้วยเหตุนี้ จึงจะเห็นได้ว่าอุดมการณ์ “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยธำรงสังคมจีนในปัจจุบันให้ดำเนินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ กล่าวคือ สังคมจีนยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ ตราบใดที่สยบยอมต่ออำนาจหลักของสังคม นี่คือภาพฝันของสังคมอุดมคติแบบจีน
Wandering Earthใช้องค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนบางประการเป็นนัยสื่อถึงอุดมการณ์ “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” เช่น การเปิดเรื่องด้วยเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลของครอบครัวและการอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการเริ่มต้นใหม่ หลิวเผยเฉียงผู้เดินทางออกไปปฏิบัติงานสำคัญบนยานอวกาศนำทางนานถึง 17 ปี กำลังจะได้ปลดประจำการกลับมาอยู่บนโลกกับครอบครัวของเขาในวันสำคัญนี้ ทว่ากลับเกิดเหตุที่โลกจะพุ่งชนดาวพฤหัสบดีขึ้นเสียก่อน จึงทำให้เขาไม่สามารถเดินทางกลับโลกได้อย่างที่ตั้งใจไว้ หลิวเผยเฉียงร่วมมือกับหลิวฉี่ลูกชายของตนที่อยู่บนโลก รวมถึงพรรคพวกของหลิวฉี่ ช่วยกันจุดประกายความหวังให้กับมวลมนุษยชาติ เกิดความร่วมมือกันจากคนหลากชาติหลายภาษา ทำให้โปรแกรมจุดพลุตรุษจีนที่ถูกดัดแปลงเป็นโปรแกรมจุดระเบิดดาวพฤหัสบดี เพื่ออาศัยแรงระเบิดนั้นดีดโลกให้พ้นจากรัศมีแรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดีทำงานได้สำเร็จ และทำให้โลกสามารถเดินทางต่อไปได้โดยสวัสดิภาพ ในปฏิบัติการนี้แม้หลิวเผยเฉียงจะต้องเสียสละชีวิตของตนและไม่ได้กลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ทว่าสิ่งที่เขาได้แลกมาด้วยชีวิต นอกจากชีวิตของลูกชายแล้ว ยังมีความปรองดองหรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมวลมนุษยชาติ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าการได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว
นอกจากนี้ อุดมการณ์ “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” ยังถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครลูกครึ่ง เช่น ทิม หนึ่งในพรรคพวกของหลิวฉี่ ทิมเป็นลูกครึ่งจีนออสเตรเลียที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นชาวตะวันตกผิวขาวผมทองตามแบบฉบับ ทว่ากลับพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วชัดเจนตามมาตรฐานแบบคนจีน ในฉากหนึ่งทิมยังนิยามตนเองว่า “ผมเป็นคนจีนแท้ๆ เลย” นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังนำเสนอภาพครอบครัวแบบที่ไม่ได้นิยามผ่านความสัมพันธ์ทางสายเลือด ซึ่งเป็นครอบครัวแบบที่อยู่นอกความคิดกระแสหลัก นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลิวฉี่กับตั๋วตั่ว ที่แม้จะไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน แต่ก็ถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาด้วยกันในเมืองใต้ดินจนรักกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลโลก ซึ่งเป็นความร่วมมือทางการเมืองแบบข้ามชาติข้ามภาษาอย่างสมบูรณ์ที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่องสะท้อนความใฝ่ฝันของสังคมจีนเรื่อง “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” ทั้งสิ้น
กล่าวได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องWandering Earth ได้นำอุดมการณ์หลักของสังคมจีนเรื่อง “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” มาถ่ายทอดสอดประสานเข้ากับจินตนาการเรื่องวิกฤตวันสิ้นโลก เพื่อแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของอุดมการณ์หลักในสังคมจีนที่สามารถช่วยโลกให้พ้นจากภัยพิบัติได้ในที่สุด
มนุษย์กับธรรมชาติ: “โลกอุดมคติทางการเมืองและวิทยาศาสตร์” กับ “โลกไม่พึงประสงค์ทางสิ่งแวดล้อม”
จะเห็นได้ว่าการถ่ายทอดอุดมการณ์ “แตกต่างแต่เป็นหนึ่งเดียว” ประกอบกับจินตนาการเกี่ยวกับเทคโนโลยีอันล้ำยุคล้ำสมัยในภาพยนตร์เรื่อง Wandering Earth ได้สร้างภาพของโลกอุดมคติ (utopia) ทางการเมืองและวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ทว่าเรื่องกลับดำเนินไปในฉากใหญ่ของโลกอันไม่พึงประสงค์ (dystopia) ทางสิ่งแวดล้อม ภาพที่ขัดแย้งสุดขั้วระหว่างโลกในสองด้านนี้ชวนให้เราในฐานะผู้ชมต้องตั้งคำถามว่า โลกอนาคตแบบใดที่เราอยากเดินไปถึง แต่ถึงกระนั้น หากมองผ่านเลนส์แบบ “นิเวศวิจารณ์” (ecocriticism) ในแง่ของภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม Wandering Earth อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดีนักในการช่วยสร้างสำนึกเชิงนิเวศให้แก่ผู้ชม เนื่องจากภาพยนตร์ได้ผลักต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมให้พ้นตัวมนุษย์ และนำเสนอภาพของมนุษย์ในฐานะ “ผู้พิชิต” ธรรมชาติ ทั้งยังแบ่งขั้วตรงข้ามระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรมอย่างชัดเจน
ภาพยนตร์กล่าวถึงปมปัญหาสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต้องหาทางเคลื่อนโลกออกจากที่ตั้งเดิมไปยังที่ตั้งใหม่ นั่นคือการที่ดวงอาทิตย์เสื่อมสภาพและกำลังจะขยายตัวมากลืนกินโลก การรับมือกับวิกฤตการณ์จากดวงอาทิตย์นี้ส่งผลให้โลกต้องถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง มนุษย์ต้องอพยพลงไปใช้ชีวิตใต้ดิน ครั้นเมื่อโลกได้เดินทางออกมาจากที่ตั้งเดิมในปีที่ 17 ก็กลับต้องเผชิญกับแรงดึงดูดอันมหาศาลของดาวพฤหัสบดีที่จะดึงโลกเข้าไปชนอีก จะเห็นได้ว่า เหตุแห่งการสิ้นโลก ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมสภาพของดวงอาทิตย์หรือแรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดี รวมทั้งความเสื่อมถอยทางสิ่งแวดล้อมบนพื้นโลกที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพฤติกรรมการบริโภคหรือระบบทุนนิยมของมนุษย์เลยสักนิด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกลไกหรือวัฏจักรของธรรมชาติ มนุษย์และโลกเป็นเพียงเหยื่อของสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้เหล่านี้เท่านั้น
ในท้ายที่สุด ภาพยนตร์ได้นำเสนอว่ามนุษย์สามารถมีชีวิตรอดและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ได้ด้วยความสามารถและความรอบรู้อันปรุโปร่งที่มีต่อวัตถุและธรรมชาติ มนุษย์ทราบก่อนว่าดวงอาทิตย์จะเสื่อมสภาพและจะทำให้เกิดภัยพิบัติใดขึ้น จึงสามารถคิดวิธีรับมือล่วงหน้าได้ มนุษย์มีความสามารถทางเทคโนโลยีอันล้ำเลิศ จึงสามารถสร้างเครื่องยนต์โลกและเมืองใต้ดินขึ้นมา ดัดแปลงโลกให้เป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ พามวลมนุษย์ทั้งหมดย้ายถิ่นฐานไปยังบ้านใหม่ที่ปลอดภัย และเพราะมนุษย์อีกนั่นเองที่มีความรู้เรื่องแรงดึงดูดและก๊าซต่างๆ บนชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี มนุษย์มีความรู้เรื่องการจุดระเบิด มีความสามารถในการคิดคำนวณอย่างแม่นยำ เรื่องทั้งหมดจึงสามารถคลี่คลายได้ด้วยการจุดระเบิดดาวพฤหัสบดีโดยใช้โปรแกรมพลุตรุษจีน ดีดโลกให้รอดพ้นจากการปะทะกับดาวพฤหัสบดีได้ในที่สุด
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ภาพยนตร์เรื่อง Wandering Earth ยังคงยืนอยู่บนวิธีการมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในฐานะที่ “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ตั้งแต่ต้นจนจบ ภาพยนตร์นำเสนอมนุษย์ในฐานะเหยื่อของธรรมชาติที่เสื่อมสภาพและอยู่เหนือการควบคุม ในตอนจบมนุษย์และวัฒนธรรมของมนุษย์ก็ยังคงได้รับชัยชนะเหนือธรรมชาติ อาจกล่าวได้ว่า เนื่องจากความสามารถและความรอบรู้อันปรุโปร่งของมนุษย์เอง ที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างโลกอุดมคติทางการเมืองและวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเอาชนะโลกอันไม่พึงประสงค์ทางธรรมชาติได้ จุดยืนที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ แบ่งขั้วธรรมชาติกับวัฒนธรรม ทั้งยังผลักต้นตอปัญหาสิ่งแวดล้อมให้พ้นตัวมนุษย์เช่นที่นำเสนอผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล กลับกลายเป็นว่าภาพยนตร์ที่พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องนี้ นอกจากไม่สามารถสร้างสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ชมได้แล้ว ซ้ำร้ายกลับยิ่งส่งเสริมความอหังการของมนุษย์ต่อโลกธรรมชาติไปเสียอีก
เหตุผลและอารมณ์ในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์: โลกหมุนด้วยความรักและความหวัง ขับเคลื่อนด้วยความกลัว
อย่างไรก็ดี แม้ภาพยนตร์เรื่อง Wandering Earthจะมีข้อบกพร่องอยู่มากหากมองผ่านแนวคิดแบบ “นิเวศวิจารณ์” ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมีประเด็นน่าสนใจไม่น้อยหากมองในมุมเรื่องการใช้เหตุผลและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์วันสิ้นโลก ภาพยนตร์ได้นำเสนอว่ามนุษยชาติสามารถเอาชีวิตรอดได้เพราะเชื่อในอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล
แรกเริ่มเมื่อพบว่าโลกกำลังจะพุ่งชนกับดาวพฤหัสบดี นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลโลกพยายามคิดหาวิธีแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประกอบกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยคำนวณหาความเป็นไปได้ต่างๆ แต่ก็พบว่าแทบไม่มีวิธีการใดเป็นไปได้เลย ท้ายที่สุดรัฐบาลโลกจึงตัดสินใจสละโลกทิ้งและจะนำพายานอวกาศนำทางที่ได้บรรจุเอาองค์ความรู้ทั้งหมดบนโลก ประกอบกับเซลล์ตัวอ่อนของสัตว์และพืชทุกชนิดที่มีบนโลกไปตั้งรกรากถิ่นฐานบนดาวดวงใหม่ ทว่าหลิวเผยเฉียงผู้เป็นนักบินอวกาศบนยานนำทาง ทั้งยังเป็นพ่อของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังอาศัยอยู่บนโลก ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้และไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เขาเห็นด้วยกับแผนการจุดระเบิดดาวพฤหัสบดีของลูกชายและผองเพื่อน ถึงแม้โอกาสสำเร็จจะน้อยนิดก็ตาม หลิวตัดสินใจทำลายมอส ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์บนยานอวกาศนำทางที่พยายามขัดขวางเขา และเข้าควบคุมยานอวกาศนำทางไปช่วยจุดระเบิดที่ถูกยิงออกมาจากโลก แม้สุดท้ายเขาจะต้องสละชีวิตของตน องค์ความรู้และเซลล์ตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนยานจะถูกทำลายไปพร้อมกับระเบิด แต่โลก ลูกชายของเขา รวมถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกยังสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ ก่อนสิ้นสภาพมอสได้กล่าวกับหลิวว่า “การคาดหวังให้มนุษย์มีเหตุผลเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล” คำพูดเช่นนี้ของปัญญาประดิษฐ์แสดงให้เห็นอิทธิพลของอารมณ์ความรู้สึกที่มักขึ้นมามีอำนาจเหนือการใช้เหตุผลของมนุษย์อยู่เสมอ ไม่ว่าโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
นอกจากนี้ ในตอนต้นเรื่อง ภาพยนตร์เปิดตัวตัวละครตั๋วตั่วผ่านชั้นเรียนวิชาวรรณคดีจีน ตั๋วตั่วเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยงและเติบโตมาพร้อมกับลูกชายของหลิวเผยเฉียงในเมืองใต้ดินจนมีความผูกพันกันราวพี่น้องแท้ๆ ในชั้นเรียนนั้นตั๋วตั่วแสดงท่าทีเบื่อหน่ายกวีนิพนธ์เรื่อง “ฤดูใบไม้ผลิ” ที่ครูกำลังสอน ความตอนหนึ่งในกวีนิพนธ์ใช้ฤดูใบไม้ผลิเป็นอุปลักษณ์ของช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวัง เมื่อครูถามว่า “สำหรับพวกเธอความหวังคืออะไร” ตั๋วตั่วตอบเพียงว่าเธอไม่รู้ เธอเพียงต้องการออกไปข้างนอก ในขณะที่เพื่อนนักเรียนอีกคนตอบว่า “ความหวังในยุคสมัยของพวกเรามีค่าดั่งเพชรพลอย ความหวังเป็นทางเดียวที่จะนำพาพวกเรากลับบ้าน” ในตอนท้ายของเรื่อง ณ ห้วงขณะที่คนทั้งโลกกำลังสิ้นหวัง ตั๋วตั่วจึงได้เข้าใจว่า “ความหวังในยุคสมัยของเรามีค่าดั่งเพชรพลอย” นั้นมีความหมายอย่างไร เธอใช้ข้อความนี้กระตุ้นเตือนมนุษย์คนอื่นๆ ที่อยู่ในภาวะสิ้นหวังให้มาร่วมมือกันจุดระเบิดดาวพฤหัสบดีได้สำเร็จ ช่วยโลกให้พ้นจากวิกฤตได้ในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ “โลก” ในภาพยนตร์เรื่อง Wandering Earthทั้งในแง่ที่เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง และ “โลก” ที่หมายถึงชีวิตของตัวละคร จึงถูกขับเคลื่อนไปสู่บ้านหลังใหม่ได้โดยมีอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เป็นเชื้อเพลิง มากพอๆ กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ โลกยังคงหมุนต่อไปได้ด้วยความรักกับความหวังที่มนุษย์มีต่อตนเอง มิตรสหาย รวมถึงครอบครัว ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความรักและความหวังก็เป็นเครื่องส่องสะท้อนความกลัวของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน ความรักและความหวังที่มนุษย์มีต่อชีวิตของตัวเองสะท้อนให้เห็นความกลัวตายที่ซ่อนอยู่ในสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ทุกคน ในขณะที่ความรักและความหวังที่มนุษย์มีต่อมิตรสหายและครอบครัวได้ส่องสะท้อนความกลัวการสูญเสีย ด้วยเหตุนี้ ในแง่หนึ่งโลกจึงถูกขับเคลื่อนไปด้วยความกลัวของมนุษย์เช่นกัน ความรัก/ความหวังและความกลัวจึงเป็นเหมือนสองด้านของอารมณ์ที่อยู่บนเหรียญเดียวกัน เพราะความ “รักตัว” และ “กลัวตาย” นี้เอง ที่ผลักดันให้มนุษย์ต้องพยายามเอาชีวิตรอดต่อไปในวันสิ้นโลก
สุดท้ายแล้ว ภาพยนตร์ได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้กระทำหรือไม่กระทำการใดๆ ด้วยเหตุผลอย่างเดียว อารมณ์ความรู้สึกก็มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของมนุษย์ไม่แพ้กัน ทว่ามักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสำคัญเท่าการใช้เหตุผล ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ซึ่งควรจะต้องคลี่คลายปัญหาด้วยข้อมูล เหตุผล และตรรกะที่จับต้องได้ กลับคลี่คลายและจบลงอย่างมีความสุขได้เพราะอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่อยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง ในทางกลับกัน ภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็นว่าหากมนุษย์เชื่อมั่นและยึดติดในตรรกะหรือเหตุผลที่มีปัญญาประดิษฐ์ช่วยคิดคำนวณมาอย่างแม่นยำ ทว่าเพิกเฉยต่ออารมณ์ความรู้สึกของตนเอง สิ่งนั้นเองที่จะนำพาเรื่องไปสู่จุดจบแบบโศกนาฏกรรม