ธี่หยด...(ไม่)สิ้นเสียงครวญคลั่ง
เมื่อต้นไม้แห่งความกลัวหยั่งรากในจิตใจมนุษย์

ศุภเสกข์ พันธุ์สัมฤทธิ์

 

 

 

         “สิ้นเสียง ทุกคนในห้องก็หนาววูบ กร่อนไปถึงแกนกระดูกขณะทอดตามองไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่ผู้ฝักใฝ่ไสยศาสตร์มนตร์มืดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคือปอบตนแรก...นางสะคราญในชุดสีดำ” (น.367) เธอเป็นดั่งเงามืดที่คืบคลานในจิตใจ เฝ้ามองเราอยู่เงียบ ๆ และรอวันหวนคืนอีกครั้ง...

         หลายครั้งที่คนเราอาจพบเจอเหตุการณ์ลึกลับ... เสียงที่แผ่วเบา แต่กลับรู้สึกดังก้องอยู่ในหัว ราวกับมีบางอย่างถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากจิตใต้สำนึก วินาทีใดที่มนุษย์ประสบกับสภาวะคลุมเครือ วินาทีนั้น “ความกลัว” ย่อมก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับนวนิยายเรื่อง ธี่หยด...สิ้นเสียงครวญคลั่ง ผลงานภาคจบของจักรวาลธี่หยด บทสรุปเสียงเพรียกมรณะที่ไม่มีใครอยากได้ยิน ผลงานภายใต้นามปากกา กฤตานนท์ ที่จะนำพาผู้อ่านดิ่งลึกลงไปในมุมมืดบอดของจิตใจมนุษย์ เมื่อสังคมตกอยู่ในจุดที่ ความกลัว มีพลังมากกว่า ความกล้าหาญ

          ตัวบทได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า มนุษย์ทุกคนเติบโตมาพร้อมกับความกลัว (น.365) และเมื่อผู้วิจารณ์ได้ลองดำดิ่งลงไปในตัวบทอย่างลึกซึ้ง ก็ค้นพบความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ตัวหนังสือของกฤตานนท์ ที่เลือกนำเสนอมุมมืดในจิตใจมนุษย์ ใช้ภาษาที่บีบคั้น เล่นกับบรรยากาศและจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ เปิดปล่อยความกลัวให้คืบคลานเข้าใกล้ผู้อ่านทีละนิด เช่นการนำข้อมูลในบันทึกเอกสารทางประวัติศาสตร์เข้ามาโอบอุ้มเส้นเรื่องหลักให้สมจริงยิ่งขึ้น ในวชิรญาณวิเศษกล่าวถึง ปอบตาพวง ปอบตัวแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย เนื้อความกล่าวว่า เดิมตาพวงนี้เขาใส่แพลอยมาตามลำน้ำน่าน มาขึ้นที่บ้านแห่ง ๑ แล้วมาปลูกกระท่อมอาไศรยอยู่ที่วัดปากผางในแขวงเมืองอุตรดิฐ อยู่ได้ไม่ช้า ลูกสาวชาวบ้านป่วยเรียง ๆ กันไป ๓ คน อาการเชื่องซึมแน่นิ่งไป เอาหมอผีมากระทำวิทยาคมคนไข้กลับพูดจาได้ ในว่าคนไข้บอกว่าเปนผีปอบมาแต่ตาพวง เหมือนกันทั้ง ๓ คน ภอผีออก คนไข้เหล่านั้นก็ตาย… (วชิรญาณวิเศษ, 2432)กลวิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ใกล้เคียงกับ ความสยองเชิงจักรวาล (cosmic horror) ที่ไม่ได้จำกัดขอบเขตความสะพรึงกลัวอยู่เพียงสิ่งของที่เป็นรูปธรรม แต่อาศัยการสร้างความขนลุกผ่าน “ความไม่รู้” สร้างความลึกลับผ่านโครงสร้างของเรื่องที่ค่อย ๆ เปิดเผยข้อมูลทีละน้อย ๆ เน้นการนำเสนอเรื่องราวมากกว่าการให้คำตอบ เปิดโอกาสให้ความกลัวแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของผู้อ่านผ่านจินตนาการและการถ่ายทอดผ่านตัวละคร ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ตามแบบแผนของกลวิธีการเล่าดังกล่าว นั่นก็คือ “ความกลัวที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์” คำถามที่ผุดพรายขึ้นมาในใจผู้อ่านว่า ปอบคืออะไรปอบมีจริงไหมแล้วใครจะเป็นเหยื่อคนต่อไปของ มัน!ความกลัวจากความไม่รู้จึงมีอำนาจเหนือโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาศัยอยู่ เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรามองไม่เห็น ทั้งความหวาดระแวงในสังคม ความกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน หรือแม้กระทั่งความหวาดกลัวซึ่งกันและกัน เราจะรับมือกัน มัน!อย่างไรท่ามกลางสภาวะความกลัวที่เหนือการควบคุมของมนุษย์

           ในวัยเพียงสิบห้าปีต้องพบพานเหตุการณ์สยองขวัญอันนำมาซึ่งการสูญเสียน้องสาวคนหนึ่งตลอดกาล เมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวถูกเพาะลงในใจตั้งแต่คราวนั้น อาจจะแคระแกร็นไปบ้างช่วงที่เธอมีความสุข มีครอบครัว แต่ไม่เคยเฉาตาย และเวลานี้กำลังแตกกิ่ง ระบัดใบเร็ว มันรีดกำลังวังชาไปหมด (น.365) เมื่อเส้นแบ่งระหว่างเรื่องแต่งกับชีวิตจริงเริ่มเลือนราง เราอาจจะต้องทบทวนกันใหม่ว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวที่แผ่กิ่งก้านไปทั่วนั้น แท้จริงแล้วมันงอกขึ้นมาจากจินตนาการ หรือว่ามันได้หยั่งรากลึกลงไปในตัวตนของเราแล้วกันแน่ หากความกลัวมีอำนาจหยั่งรากลึกลงในจิตใจ มันอาจเติบโตเป็น “ต้นไม้แห่งความกลัว” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงทั้งหมดของเรื่องเล่าที่ผู้เขียนนำเสนอไว้ในตัวบทภายใต้พื้นฐานของเหตุและผล สิ่งที่เติบโตขึ้นจากความไม่รู้ ความหวาดระแวง และความกลัวที่หยั่งรากลึกในจิตใจมนุษย์ เมื่อความกลัวไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เรา แต่มันกลับแตกกิ่งขยายเครือออกไป ดั่งเถาวัลย์ที่พันธนาการความคิด ดั่งรากที่ดูดซับทุกความรู้สึก ฟูมฟักตัวเองอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งมันเติบโตออกมาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป...

 

รากแห่งความกลัว: เมื่อความกลัวทำคนนอกให้ยิ่ง เป็นอื่น

          ต้นไม้ทุกต้นย่อมเจริญขึ้นแต่ราก ความกลัวก็ไม่ต่างกัน รากแห่งความกลัวนี้เองคือสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของคนเรา รากจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ซึ่งกระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมาเพื่อตอบสนองต่อความกลัวและป้องกันภัยคุกคาม เป็นกลไกธรรมชาติของทุกสิ่งมีชีวิตที่ย่อมหวงแหนชีวิตของตนเหนือสิ่งอื่นใด ความกลัวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไร้ที่มา หากแต่มันถูกเพาะปลูก และถูกหล่อเลี้ยงจากความเชื่อ ประสบการณ์หรือแม้แต่อคติเชิงปัจเจก

          “แกไม่คบค้าสมาคมกับใครเว้นก็แต่เจ้าอาวาสที่อนุโลมให้ปลูกกระท่อมเล็ก ๆ อยู่ท้ายวัด ใครเห็นเป็นต้องจำได้ เพราะเนื้อตัวแกขาวสะอาดผิดปกติลาว ผิวเกลี้ยงเกลา ทุกวันพระแกมักจะไปนั่งกองอยู่ข้างรั้ววัด ตัวกระตุกอย่างคนเป็นลมชัก ใครออกปากชวนไปฟังเทศน์ฟังธรรมร่วมกันใต้ชายคาโบสถ์ ตาพวงเป็นต้องหันมาค้อนควักตาเขม็ง ด้วยอุปนิสัยอย่างว่า เพียงไม่นานลาวเฒ่าก็กลายเป็นแกะดำโดยบริบูรณ์” (น.4) เพียงเพราะตาพวงมีอุปนิสัยและรูปลักษณ์ผิดแผกจากคนลาวตามการรับรู้ทั่วไป ทำให้ตาพวงถูกเบียดขับให้เป็น “ชายที่ไม่ใช่พวกเรา” แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีถูกทำให้เป็นอื่น (the othering) คือกระบวนการที่สังคมสร้างเส้นแบ่งระหว่าง “พวกเรา” และ “เขา” สภาวะเบียดขับให้กลายเป็นอื่น มีเชื้อเพลิงคืออคติ และความเกลียดชังยิ่งพลุ่งขึ้นเมื่อ ตาคล้อย... “แอ่นอกเปิดเผยว่าไม่ชอบอ้ายเฒ่าตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ เพราะกรณีพิพาทรัตนโกสินทรศกหนึ่งร้อยสิบสอง ส่งผลให้แกชังขี้หน้าลาวทุกคน” (น.2) ด้วยความผิดแผกของตาพวง บวกกับอคติทางชาติพันธุ์ของตาคล้อยที่เกลียดชังคนลาว สบกับเหตุการณ์คนตายปริศนาในหมู่บ้าน ตาพวงจึงถูกบีบให้ออกจากสังคมในฐานะ “ผีปอบ” แกกลายเป็นเหยื่อของหวาดกลัว และเป็นแพะรับบาปจากความคลุมเครือ ยิ่งผู้คนหวาดระแวงขึ้นจากเสียงลือปากต่อปากมากเท่าไหร่ ยิ่งเร่งกระบวนการกลายเป็นอื่นสร้างตาพวงให้เป็นปีศาจในใจผู้คนอย่างสมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น

 

ลำต้นแห่งความกลัว: เมื่อความกลัวก่อร่างเป็นโครงสร้างแข็งแรง

          เมื่อรากแห่งความกลัวหยั่งลึก ลำต้นแห่งความกลัวจึงประกอบสร้างขึ้นจากระเบียบการส่งต่อชุดความเชื่อ ผู้เขียนไม่ได้เพียงเปิดเผยให้เห็นถึงเรื่องจริงของผีปอบ แต่ยังเปิดโปงกลไกของความหวาดกลัวที่ถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น ความเชื่อดั้งเดิมกลายเป็นอาวุธเพื่อใช้กำจัดผู้ที่แตกต่าง ใกล้เคียงกับคำอธิบายเชิงปรากฏการณ์เกี่ยวกับ ‘ความรู้สึก’ สังเวชและเดียดฉันท์ (The Abject) โดย Julia Kristeva (1982) หมายถึงสิ่งที่อยู่ระหว่างขอบเขตของ “ตัวตน” และ “สิ่งแปลกปลอม” ในบริบทของเรื่อง ตาพวงถูกทำให้กลายเป็นอื่น ต้องอยู่ในสถานะของสิ่งชั่วร้ายที่น่าขยะแขยง และตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่าง “มนุษย์” กับ “อมนุษย์” นำไปสู่กลไกผลลัพธ์ของ The Abject ก็คือการกำจัดและขับไล่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธ์ของตัวเอง นำมาสู่การเผาเรือนตาพวง

          “ตาพวงวิ่งหน้าตาตื่นมาจากท้ายวัดแหกปากตะโกนเสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์ ขยี้ดงผมอย่างร้อนรนขณะสำรวจกระท่อม บางครั้งตั้งท่าจะฝ่าเข้ากองเพลิงก็ต้องถอยร่นเพราะเปลวร้อนแผดใส่” (น.8) ไฉนลาวเฒ่าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปอบถึงมีท่าทีลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำแล้วยังจะโดดเข้ากองเพลิงคล้ายกับมีบางอย่างสำคัญอยู่ด้านใน หากตาพวงเป็นปอบตามคำพิพากษาของทุกคนจริง ผู้ก่อเหตุอย่างตาคล้อยคงมิแคล้วถูกตาพวงหักคอจนสิ้นชื่อเสียตั้งแต่ตรงนั้น แต่เรื่องราวกลับตรงกันข้าม ตาพวงได้แต่ละล่ำละลักปากสั่นว่า “พวกเอ็งทำอะไรลงไปรู้ตัวรึเปล่า จะฉิบหายกันหมดละคราวนี้! (น.8) และเป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนได้ซ่อนความหมายระหว่างบรรทัดไว้ภายใต้เรื่องเล่าปริศนาเกี่ยวกับตาพวง มีอะไรอีกที่พวกเรายังไม่รู้...

 

กิ่งก้านแห่งความกลัว: เมื่อความกลัวเป็นโรคระบาด

          เรื่องราวทุกอย่างควรจะจบลงตั้งแต่วันนั้น ตาพวงหลบหนีจากขบวนสอบสวนไปลับแล กลายเป็นบุคคลหายสาบสูญ หากแต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือความกลัว กิ่งก้านคือส่วนแผ่ขยายของต้นไม้ ความกลัวที่เติบโตเต็มที่ย่อมแผ่กิ่งขยายก้าน แตกแขนงออกไปทั่วทุกสารทิศ และแฝงตัวเพื่อเคลือบคลุมสำนึกของผู้คน หนึ่งในกิ่งก้านที่สำคัญทำให้ความกลัวนี้แข็งแกร่งคือ กระบวนการทำให้เป็นชายขอบ (marginalisation) จากเรื่องราวระดับหมู่บ้านก็ขยายใหญ่จนเป็นเรื่องราวระดับภูมิภาคราวกับเกิดโรคระบาด “เวลานี้ทั้งหมู่บ้านหวาดผวาอยู่มาก มีหลายปากพูดในทางลบว่าหลวงพ่อรู้เห็นเป็นใจกับอ้ายหมอผีนอกรีตคนนั้น” (น.6) ตาพวงแม้หายสาบสูญแต่ก็สาบสูญเพียงร่างกาย และตัวตนยังคงอยู่ในฐานะ “ตัวอันตราย” ของทุกคนเสมอไป แม้แต่หลวงพ่อผู้ให้การช่วยเหลือตาพวงก็พาลถูกลากไปข้องเกี่ยวจนได้ กิ่งก้านของความกลัวขยายใหญ่กว้างเพื่อรักษาอำนาจต้นไม้แห่งความหวาดผวาให้ยืนต้นอย่างมั่นคง เงาของกิ่งก้านขับไสให้ผู้แปลกแยกถอยหนีไปอยู่ยังพื้นที่ชายของสังคม มันเติบโตผ่านคำพูด ผ่านข่าวลือ ผ่านการปรุงแต่งที่บิดเบือนข้อเท็จจริง สังเกตได้จากบริบทของเรื่อง ที่เวลากล่าวถึงตาพวงมักมีประโยคที่ว่า เขาเล่ากันว่า หรือ มีหลายปากพูดว่า อยู่ข้างหน้าหรือต่อท้ายเสมอ เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ความกลัวนั้นไม่ได้ฝังตัวอยู่แค่ในเรื่องเล่า แต่ยังสามารถฝังลึกอยู่ในโครงสร้างและกระบวนการส่งต่อเรื่องเล่าในสังคม และเมื่อกิ่งก้านนี้แผ่ขยายออกไป มันก็ยิ่งร้อยรัดจิตใจของผู้คน ไม่ใช่เพียงตัวละครในเรื่อง แต่รวมถึงผู้อ่านก็ถูกมัดติดอยู่ในวังวนของความหวาดระแวงเช่นเดียวกัน

 

ดอกไม้แห่งความกลัว: วงจรแห่งความกลัวและการเผชิญหน้า

          “ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังจากคืนนั้น เหมือนมันฝังความกลัวไว้ในใจทุกคน ตลอดหลายปีพวกเราพยายามลืม ไม่กล้าพูดถึง กลัวมันจะย้อนกลับมาทำร้าย เสียงแปลก ๆ ที่แว่วมาพร้อมกับมันกลายเป็นคำต้องห้าม” (น.335) ดอกไม้ของต้นไม้แห่งความกลัวคือตัวแทนของความกลัวที่กำลังบานสะพรั่ง กลายเป็นแบบแผนแข็งแรงของโครงสร้างเรื่องเล่า สืบทอดรุ่นสู่รุ่น แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความกลัวก็ไม่เคยจางหายไปไหน แต่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม เหตุการณ์นี้ทำความเข้าใจได้ผ่านแนวคิดสังคมวิทยาที่เรียกว่า หน้าที่นิยม (Functionalism) ซึ่งมองว่าสังคมเราเปรียบเสมือนระบบหนึ่งที่ประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อรักษาระเบียบและเสถียรภาพ แม้ความกลัวจะดูเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา แต่มันกลับช่วยสร้างระบบการปกครองที่มีเสถียรภาพในรูปแบบที่คนหมู่มากยอมรับ

          หากแต่เมื่อความกลัวผลิบานเต็มที่ มันมิได้หยุดอยู่เพียงแค่การครอบงำจิตใจ แต่กลับสร้างกระบวนการขยายพันธุ์สิ่งที่หล่อเลี้ยงวังวนแห่งความพินาศ ดอกไม้แห่งความกลัวที่เคยเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้น ย่อมถึงวันที่กลีบของมันร่วงโรย หากแต่การร่วงโรยนี้มิได้หมายถึงการดับสิ้น แต่เป็นการขยายพันธุ์เพื่อนำไปสู่การปลูกต้นไม้แห่งความกลัวต้นใหม่ มันไม่ได้ร่วงโรยอย่างอ่อนโยน แต่ปลิดปลิวไปด้วยแรงแห่งการเอาตัวรอด มันคือตัวแทนของสัญชาตญาณที่ไม่สนใจคุณค่าทางศีลธรรมอีกต่อไป เมื่อต้องเลือกระหว่างการรอดชีวิตกับการรักษาสิ่งที่เรียกว่าความเป็นมนุษย์ และมนุษย์ย่อมเลือกหนทางที่ดีที่สุดแก่ตัวเองเสมอ บางคนเลือกที่จะยอมตายอย่างมีเกียรติ ในขณะที่บางคนกลับยอมละทุกสิ่ง แม้กระทั่งพี่น้องร่วมสายโลหิต “มันเป็นความเห็นแก่ตัว ความขี้ขลาดของลุงเอง ลุงเลือกจะเก็บตะกรุดนี้ไว้เพราะกลัวนางปอบจะเล่นงานแก้ว” (น.239) บุญลือที่เกรงว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนจะมีภัย ความกลัวนั้นมีอานุภาพมากกว่าความห่วงใยที่มีต่อน้องสาว นำไปสู่การสูญเสียเธอตลอดกาล ในโลกที่ความกลัวเข้าครองจิตใจ การอยู่รอดจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสุด แม้มนุษย์อาจกล่าวโทษโชคชะตา หรือพร่ำบอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่มีทางเลือก ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง” (น. 239) แต่ก็หลีกหนีความจริงไม่พ้นว่ามนุษย์เองคือผู้ที่ปลิดดอกไม้แห่งความกลัวลงด้วยมือของตนเอง และขว้างปาละอองเกสรความกลัวกระจายตัวออกไปผสมพันธุ์ยังพื้นที่ใหม่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงโหมของลมเรื่องเล่า

          “ในวันที่ข้าอ่อนแอลง สิ่งอุบาทว์ที่ข้าสะกดไว้กลับกล้าแข็งขึ้น มันคือภูตพรายที่ไม่เคยปรากฏในถิ่นนี้ คือต้นสาแหรกผีร้ายกระหายหิว ในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตข้าดั้นด้นมาถึงที่นี่ หวังว่าพุทธธรรมจะช่วยทำให้มันสงบ สมภารท่านก็มีกุศลจิต แต่กุศลจิตมิอาจทำให้กิเลสของมันเบาลง การอาศัยขอบวัดปากผางถือเป็นความผิดพลาด ข้ารู้...ข้ารู้สึกได้ว่าไม่อาจกักขังมันได้นาน โชคร้ายเหลือเกิน วันที่มันสังเวย มันเห็นเอ็งกับลูก” (น.189) ผู้เขียนบอกเล่าเรื่องราวต่อจากบันทึกวชิรญาณวิเศษ คืนที่ตาพวงหายตัวไปจากขบวนการสอบสวน แท้จริงเขาไม่ได้หนีเพราะความผิด หากแต่มุ่งหน้าไปหาตาคล้อยเพื่อเตือนภัย พร้อมกับมอบเครื่องราง พิศมร เพื่อใช้ปกป้องครอบครัวจากอำนาจของ มัน!ตาพวงคงรู้ว่าตนเองไม่มีทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้อีกแล้ว จึงเลือกที่เผชิญหน้ากับความจริง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก ว่าการไปหาตาคล้อยในครั้งนั้น จะเป็นการนำภัยมาสู่ตัวเสียเอง เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนถึงความบิดเบี้ยวของโครงสร้างทางสังคมที่เราดำรงอยู่ เราถูกครอบงำโดยความกลัวจนละเลยความจริงที่อยู่เบื้องหน้า จนขาดซึ่งวิจารณญาณในการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ตาพวงผู้ซึ่งแปลกแยกจากสังคมเป็นทุนเดิม จึงตกเป็นแพะรับบาป ทั้งที่ความจริงตาพวงเองก็ยืนอยู่บนอุดมการณ์ฝั่งเดียวกันกับทุกคน “ธี่หยด...สิ้นเสียงครวญคลั่ง” แท้จริงแล้วอาจไม่ได้หมายถึงจุดจบของ มัน! แต่ผู้เขียนอาจจะต้องการสื่อถึงการโค่นลงของต้นไม้แห่งความกลัวในจิตใจของผู้คน เมื่อทุกคนเปิดรับความจริงและหันมาเผชิญหน้ากับความกลัวในจิตใจ เยื่อบุพันธนาการที่ผูกมัดจิตใจเราให้ยึดอยู่กับความกลัวก็ถึงคราวสลายมลายหายไป ปิดฉากวัฏจักรความกลัวที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

         นวนิยาย ธี่หยด...สิ้นเสียงครวญคลั่ง โดยกฤตานนท์ ได้ยกระดับตำนานท้องถิ่นสู่ประเด็นทางสังคม ด้วยการลำดับภาพ “ต้นไม้แห่งความกลัว” นำเสนอวัฏจักรการเกิดดับของความกลัว แม้ว่าความกลัวอาจดูเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ แต่ในมุมของหน้าที่นิยม มันคือเครื่องมือช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม และช่วยสะท้อนสัจธรรมของชีวิตคนเราได้เป็นอย่างดี เรื่องของปอบไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติอย่างที่ใครเข้าใจ ผีปอบมีจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ชัดแจ้ง ดังนั้นเราหากเรายอมเปลี่ยนจาก “ต้นไม้แห่งความกลัว” มาเป็น “ต้นไม้แห่งความเข้าใจ” ก็จะไม่ต้องมีใครมาตกเป็นเหยื่อของการกีดกันหรือขับไล่อย่างอยุติธรรมอีกต่อไป บทเรียนจากตาพวงได้สอนให้เรารู้ว่า ในบางครั้งศัตรูที่เหี้ยมโหดที่สุดอาจไม่ใช่ผีปอบ แต่เป็นมุมมืดบอดในจิตใจที่ทรงอำนาจเหนือสิ่งใด...

 

เอกสารอ้างอิง

กฤตานนท์. (2566). ธี่หยด...สิ้นเสียงครวญคลั่ง กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์.

วชิรญาณวิเศษ เล่มที่ 8. (2432). สำนักหอสมุดแห่งชาติ.

Julia Kristeva, (2525), Powers of Horror, Columbia University Press.

 

Visitors: 100,456